อิ่มเอมหัวใจ Bhutan ดินแดนมังกรสายฟ้ากลางขุนเขาหิมาลัย

bhutan, travel

นี่คือดินแดนในฝันของนักเดินทางทั่วโลก

นี่คือประเทศที่ให้คุณค่ากับความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH)

นี่คือดินแดนแห่งศรัทธาแรงกล้าบนแนวเทือกเขาหิมาลัย

นี่คือประเทศเดียวในโลกที่คาร์บอนไดออกไซด์ติดลบ

นี่คือดินแดนแห่งความเนิบช้าสุด slow life ที่แท้ทรู

นี่คือประเทศเดียวในโลกที่ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาณไฟจราจร

นี่คือหนึ่งในดินแดนที่ได้ชื่อว่ามีความสุขที่สุขในโลก

นี่คืออีกทริปสุดประทับใจที่จะอยู่ในความทรงจำไปตลอด

ประเทศล่าสุดที่เราเดินทางไปเยือนมาก็คือ “ภูฏาน” (คนท้องถิ่นออกเสียงว่า “บูทาน”) ราชอาณาจักรเล็กๆ บนแนวเทือกเขาหิมาลัย ระหว่างจีนกับอินเดีย ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยภูเขาและป่าไม้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 72% ของประเทศ ทำให้มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ

นอกจากธรรมชาติแล้ว ในแง่วัฒนธรรม ประเทศนี้ขึ้นชื่อเรื่องความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมที่สั่งสมกันมายาวนาน ความอ่อนโยน อ่อนน้อม มีน้ำใจ และใจเย็น ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านผลงานศิลปะ สถาปัตยกรรม การแสดง รวมทั้งผู้คน ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะที่ไม่เหมือนที่ใดในโลกจริงๆ

อย่างที่รู้กันว่าการเดินทางเข้ามาเที่ยวในภูฏานนั้นต้องผ่าน tour operator ท้องถิ่นเท่านั้น และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมากเพราะมีการเก็บภาษีท่องเที่ยวตามจำนวนคืนที่พักคือคืนละ 100 USD ดังนั้นตามสถานที่ต่างๆ เลยไม่ได้หนาแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว เรียกว่ายังคงความสงบสุขแบบดั้งเดิมไว้เต็มเปี่ยม

เราไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง ลองดูและอ่านไปพร้อมกันเลยครับ บอกเลยว่านี่คืออีกประเทศที่ควรมาสัมผัสมนต์เสน่ห์ด้วยตัวเองสักครั้ง…ในชีวิตอย่างแท้จริง

10 ข้อควรรู้สำหรับการมาเที่ยว Bhutan

เริ่มต้นเที่ยวกันเลย หลังจากลงเครื่องที่สนามบิน Paro เรามุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงกรุง “Thimphu” ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ระหว่างทางแวะยืดเส้นยืดสายชม Tachogang Lhakhang Temple วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้แต่ศตวรรษที่ 14 บนเนินเขาซึ่งมีการสร้างสะพานแขวนเหล็กเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำไปยังวัดซึ่งถือเป็น 1 ใน 8 สะพานเหล็กของภูฏาน

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Motithang Takin Reserve สวนสัตว์เล็กๆ ที่มีตัวทาคินซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติของภูฏานอย่างเป็นไฮไลต์ โดย “ทาคิน” มีลักษณะคล้ายแพะผสมกับวัว ซึ่งพบเห็นได้เฉพาะในภูฏานและแถบทิเบต

ช่วงเย็น เริ่มเดินเขาชมวิวที่ Wangditse Nature hike ทางเดินป่าเส้นทางง่ายๆ ชมความงามของพืชพรรณนานาชนิดระยะทาง 2.5 กิโลเมตร เมื่อมองลงมาจะเห็นวิวกรุง Thimphu จากมุมสูงทั้งหมด โอบล้อมด้วยภูเขาทุกทิศทางจริงๆ

ระหว่างทางเดินเขามองลงมาจะเห็น Tashichho Dzong มหาปราการแห่งศาสนาและวิหารหลวงประจำกรุง Thimphu ด้วย โดยอาคารเล็กๆ ด้านหลังธงชาติคือวังของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ส่วนอาคารด้านหลังฝั่งตรงข้ามแม่น้ำคือรัฐสภา

จุดหมายในการเดินเขาคือ Wangditse Lhakhang หนึ่งในวัดเก่าแก่ที่สุดของกรุง Thimphu ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแห่งสำคัญของประเทศ โดยใช้เวลาเดินราว 40 นาที

เช้าวันต่อมาเดินเขาอีกแล้ว คราวนี้เดินขึ้นไปยัง Cheri Goemba สำนักบวชแห่งแรกของภูฏานที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1620 ซึ่งอยู่บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 2,800 เมตร โดยต้องเดินเขาตามเส้นทางธรรมชาติประมาณ 1 ชั่วโมง วิวระหว่างทางนั้นสวยงามมาก

ด้านในของสำนักบวช Cheri Goemba ประดับตกแต่งอย่างวิจิตรมากๆ

กลับเข้าเมืองที่ใจกลางกรุง Thimphu อีกรอบ อย่างที่เกริ่นว่าภูฏานคือประเทศเดียวในโลกที่ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาณไฟจราจร นั่นเพราะปริมาณรถไม่มาก คนขับรถมีวินัยแถมใจเย็น โดยส่วนมากใช้เป็นลักษณะวงเวียน แต่ในบางแยกใหญ่ๆ จะใช้ตำรวจจราจรให้สัญญาณมือท่าทางคล้ายการร่ายรำแทนสัญญาณไฟจราจร

ในส่วนของอาหารการกิน ที่ภูฏานค่อนข้างใกล้เคียงกับอาหารไทยคือทานข้าวร้อนๆ กับกับข้าวหลายๆ อย่างซึ่งเน้นไปที่ผักนานาชนิด โดยมีเนื้อสัตว์ปนบ้าง เช่น ไก่ หมู วัว แกะ

อาหารประจำที่มีทุกมื้อคือ Ema Datshi หรือพริกผัดชีสที่รสชาติเผ็ดจัดจ้านเข้ากันได้ดีกับความเค็มของชีส รวมถึง Momo ที่ลักษณะคล้ายเสี่ยวหลงเปาแต่เป็นไส้ผัก ถ้าทานกับน้ำพริกภูฏานจะอร่อยทวีคูณเลย

ช่วงบ่ายไปต่อกันที่ National Memorial Chorten อนุสรณ์สถานแห่งชาติที่เป็นเจดีย์บริเวณใจกลางเมือง Thimphu สร้างขึ้นเมื่อ 1974 เพื่อเป็นเกียรติแก่ Jigme Dorji Wangchuck กษัตริย์พระองค์ที่ 3 ของประเทศซึ่งครองราชย์ระหว่างปี 1928-1972 และยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศอินเดียอีกด้วย

จากนั้นขึ้นไปที่ Buddha Dordenma Statue หรือองค์หลวงพ่อสัจธรรม พระพุทธรูปที่ตั้งอยู่บนเขาซึ่งสามารถมองเห็นเกรุง Thimphu ได้ทั้งเมือง

องค์หลวงพ่อสัจธรรมมีความสูงถึง 51.5 เมตร สร้างเสร็จในปี 2015 โดยภายในองค์พระพุทธรูปขนาดใหญ่บรรจุพระพุทธรูปองค์เล็กภายใต้ฐานถึง 125,000 องค์

ช่วงเย็นมาต่อยัง Tashichho Dzong มหาปราการแห่งศาสนาและวิหารหลวง ศูนย์การปกครองและสัญญาลักษณ์เมือง Thimphu ที่นี่เป็นที่ทำการของรัฐบาลและคณะกรรมการบริหารปกครองเมืองซึ่งประกอบด้วยคณะสงฆ์และข้าราชการระดับสูง

ภายในมีกลุ่มอาคารที่แยกออกเป็นเขตสังฆาวาสและเขตฆราวาส โดยเป็นสถานที่จัดกิจกรรมสำคัญทางศาสนา สวยงามอลังการสุดๆ

วันต่อมา ออกเดินทางไปทางตะวันออกมุ่งหน้าสู่เมือง Punakha โดยแวะพักระหว่างทางที่ Dochula Pass จุดชมวิวความสูง 3,050 เมตร ที่มองเห็นแนวเทือกเขาหิมาลัยอันสลับซับซ้อน โดยโดดเด่นด้วย Dochula Chorten ทุ่งสถูปสีขาวทั้งหมด 108 องค์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน

เดินอ้อมมาอีกทางขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ ไปถ่ายมุมไกลมาคือสวยมากๆ เหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกเลย

เดินทางมาถึงเมือง Punakha ช่วงเที่ยง มาถึงก็เห็น Punakha Dzong ป้อมปราการประจำเมืองที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1637 ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำโพและแม่น้ำโม

ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการบริหารปกครองเขต Punakha องค์กรสงฆ์ส่วนกลางจะย้ายมาที่นี่นาน 6 เดือนเต็มในฤดูหนาวเพราะมีอากาศอบอุ่นกว่ากรุง Thimphu

ด้านในมีลักษณะเป็น complex ประกอบด้วยอาคารส่วนต่างๆ ทั้งเขตสังฆาวาสและเขตฆราวาส ถ่ายรูปสวยทุกมุม มุมถ่ายรูปเยอะมาก แต่ห้ามถ่ายรูปด้านในวัดนะ

มาสถานที่ทรงคุณค่าแบบนี้ต้องแต่งกายให้เข้ากับบรรยากาศ จัดเต็มกันเลยทีเดียว

หลังชมด้านใน Punakha Dzong เสร็จแล้วก็ไปกันต่อที่ Pho Chhu suspension bridge สะพานแขวนความยาว 160 เมตรซึ่งถือว่ายาวที่สุดในภูฏาน

ตลอดความยาว 160 เมตรของสะพานเรียงรายด้วยธงสีมากมาย ตอนเดินข้ามไปอีกฝั่งสะพานก็จะแกว่งๆ นิดหน่อย ได้ฟีลดี

ก่อนแสงสุดท้ายของวันจะจากไป เดินทางขึ้นเขาไปยังที่พักชื่อว่า Dhumra Farm Resort ซึ่งต้องบอกว่าวิวสวยมากๆ มองลงมาเห็น Punakha Dzong ได้ทั้งหมด

ตื่นเช้ามาชมวิวมุมสูงของเมือง Punakha จากห้องพักได้เลย มองเห็น Punakha Dzong ที่อยู่ด้านล่างด้วย เลิศมาก

วิวอาหารเช้าสุดแจ่มที่เราขอยกให้เป็นอีกเบรคฟาสต์วิวสวยที่สุดในชีวิต มองเห็นภูเขาสลับซับซ้อนพร้อมไอหมอกบางๆ แถมด้วยอาหารออแกนิคที่ทางรีสอร์ทปลูกเองทุกอย่าง ดีงามสุดจ้า

เดินทางยาวย้อนกลับมาทางตะวันตกกว่า 4 ชั่วโมงก็มาถึงเมือง Paro แวะชม Paro Rinpung Dzong หรือ Rinpung Dzong ป้อมปราการที่มีรูปทรงสวยที่สุดแห่งหนึ่งของภูฏานซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1644 ข้างนอกเป็นลานประลองการยิงธนู รวมถึงเป็นลานอเนกประสงค์ที่ใช้จัดการแสดงระบำหน้ากากเซชูเป็นประจำทุกปี

จากนั้นขึ้นเขาไปยัง National Museum of Bhutan พิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ในอดีตเคยเป็นป้อมปราการและหอสังเกตการณ์ปกป้องบ้านเมือง หลังหมดยุคสงครามได้ปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ด้านในรวบรวมสิ่งของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ไว้มากมาย อาทิ หน้ากากโบราณ สิ่งทอ อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งโบราณวัตถุอื่นๆ

จากพิพิธภัณฑ์มองลงไปเห็นวิวเมือง Paro ได้ทั้งหมด แสงช่วงบ่ายสาดส่องลงมาที่เมืองสวยงามแบบสุดๆ

ใจกลางเมือง Paro มีลานอเนกประสงค์ที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

เช้าวันรุ่งขึ้น ตื่นแต่เช้าเพื่อเดินเขาขึ้นมายังสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ของภูฏาน นั่นคือ Taktsang Monastery

การเข้าถึงต้องใช้การเดินเท้าขึ้นเขาระยะทางขาละราว 3.75 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง (ไปกลับราว 5 ชั่วโมง) แต่ระหว่างทางมีจุดแวะพักเหนื่อยและสามารถชมวิวความงามของหุบเขา Paro ได้เรื่อยๆ

ถ้าไม่อยากเดินทั้งหมดสามารถเลือกใช้บริการขี่ม้าของชาวบ้านได้ โดยม้าจะมาส่งตรงกลางทางที่เป็นจุดพัก หลังจากนั้นเป็นทางเดินขึ้นเขาต่อแต่ไม่เหนื่อยเท่าช่วงแรกแล้ว ค่าขี่ม้า 1,300 Nu (ประมาณ 550 บาท)

แน่นอนว่าเราเลือกเดินขึ้นลงทั้งหมด ต้องบอกว่าไม่ยากเท่าไร แต่ค่อนข้างเหนื่อยช่วงแรกเพราะทางเป็นขั้นบันไดขึ้นตลอด หลังจากนั้นก็สบายๆ แล้ว

ทางเดินเลียบหน้าผาช่วงก่อนถึง Taktsang Monastery เป็นขั้นบันไดทั้งหมด ขาลงสบายๆ แต่ขาขึ้นก็มีหอบเหมือนกัน

วิว Taktsang Monastery จากคาเฟ่จุดพักบริเวณกลางทาง มุมนี้ก็สวยไปอีกแบบเนอะ

Taktsang Monastery (Tiger’s Nest) วัดตั๊กซังหรือวัดถ้ำพยัคฆ์เหิร วิหารบนยอดสูงเฉียดฟ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์หัวใจแห่งพุทธศาสนาของชาวภูฏาน สถานที่แสวงบุญที่ชาวภูฏานเลื่อมใสศรัทธามากที่สุดแห่งหนึ่งในเขตหิมาลัยแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1692 ริมหน้าผาสูงชันความสูงกว่า 900 เมตร และสูงเหนือพื้นน้ำทะเลถึง 3,120 เมตร

เดินเขาลงมาจากวัดตั๊กซังก็มาชมการแสดงของชาวบ้านที่มีทั้งการแสดงพื้นบ้านของผู้หญิง การแสดงธนูที่เป็นกีฬาประจำชาติ และการแสดงหน้ากากที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น

วันที่ 6 ในภูฏานและวันสุดท้ายของทริป เราออกเดินทางตามถนนสุดคดเคี้ยวยิ่งกว่างูขึ้นมาที่ Chelela pass ถนนลัดเลาะภูเขาที่ได้ชื่อว่าอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โดยอยู่สูงถึง 3,988 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ในวันที่อากาศแจ่มใสสามารถชมวิวยอดเขาสูงของเทือกเขาหิมาลัยได้หลายยอด ไม่ว่าจะเป็น Mt. Jomolhari (7,314 เมตร), Mt. Jichu Drake (6,794 เมตร) และ Mt. Kangchenjunga (8,586 เมตร

ชาวภูฏานมีความเชื่อว่าเมื่อผู้ใดต้องลมที่พัดผ่านผืนธงมนต์ ผู้นั้นจะได้รับพร มีความสุข และสมหวัง เมื่อมาถึง Chelela pass แล้วก็ต้องมาผูกผืนธงมนต์บนตำแหน่งสูงสุด

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต