3 วัน ในโตเกียวกับภารกิจ non stop กินเที่ยว และรีวิวอีเวนต์ Ghilbli Expo มาฝากสาวกของสตูดิโอนี้

สวัสดีค่ะ Kan-Ni-Ka Zine นะคะ  วันนี้ซายได้รับเกียรติจาก “เที่ยวเอง” ให้ประเดิมเขียนรีวิวเกี่ยวกับเรื่องเที่ยวรีวิวแรกในชีวิตซึ่งครั้งนี้ซายไปโตเกียวมาอีกแล้ว!  จริงๆ ก็ไปมาหลายครั้งแล้วนะคะแต่ยังไม่รู้สึกเบื่อเลย แต่ละครั้งก็จะไปที่ใหม่บ้าง ซ้ำเดิมบ้างเพราะติดใจ แต่หลักๆ จะเน้นกินมากกว่าเที่ยวเพราะโตเกียวมีร้านอาหารอร่อยดังชนิดที่กินทั้งปียังไม่ครบเลย 555 พี่มาสายกิน!  รีวิวนี้จึงค่อนข้างหนักไปในเรื่องอาหารการกินที่ไม่ซ้ำกับทุกครั้งที่ผ่านมาและขอเอาใจตัวเองด้วยการเข้าชม Ghibli Exhibition เพราะหลังจากที่เกิดการแชร์ใน facebook เกี่ยวกับ Ghilbli Expo: From “Nausicaa of the Valley of the wind” to the latest “The red Turtle” ซึ่งเป็น exhibition ของ Studio Ghilbli ฉลองผลงาน 30 ปีที่ผ่านมาและเป็นการรวบรวมผลงานชิ้นแรกจนถึงชิ้นสุดท้ายมาจัดแสดงที่ Roppongi Hills ชั้น 52 ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. – 11 ก.ย. 59 ที่ผ่านมา สาวกอย่างเราก็ดีดเป็นกุ้งเลยฮะ อยากจิไปสู่จุดนั้นจนจริงๆ
เริ่มจากเคลียร์งานทุกอย่างออกจากตัว หาวันว่างและหยุดงานให้น้อยที่สุดเพื่อให้บรรลุ mission นี้ให้จงได้ ในใจก็คิดว่าจองตั๋วเครื่องบินช่วงนี้ราคาถูกแน่นอนเพราะว่าเป็นหน้าร้อน เคยไปตอนหน้าร้อนตั๋วไป-กลับแค่ 6,xxx บาทเอง (ง.งูล้านตัว) เลือกอยู่หลายสายการบิน สุดท้ายจบที่ AirAsia X เนื่องจากเวลาดีสุดและราคาถูก แต่มีสายการบินอื่นราคาถูกกว่าแต่เวลาบินไม่ดี เราจะออกเดินทางคืนวันพฤหัสที่ 25 ส.ค. ตอน 23.45 น. ถึงโตเกียว 8 โมงเช้าวันที่ 26 เที่ยวต่อได้เลย ส่วนขากลับ เครื่องออกเวลา 20.00 น. วันอาทิตย์ที่ 28 ถึงเมืองไทย เที่ยงคืนกว่าๆ กลับบ้านนอนตื่นเช้าไปทำงานต่อเลย
Happy Holiday 3 วันเท่านั้น ไหนจะอยากกิน ไหนจะอยากดูงาน จึงต้องจัดคิวจัดกิจธุระให้ลงตัวหมดไปทุกอย่างงง (ฮัมเพลงนูโวเบาๆ) ให้ทันในทริปโตเกียว 3 วัน 2 คืนที่จะบังเกิดขึ้น ตามไปกินและชมอีเวนต์กันเลยว่าจะดีจะเจ๋งเบอร์ไหน!!
วันแรก พอเครื่องลงตอน 8 โมงเช้า ผ่านตม. ไปเอากระเป๋า ทำนู่นนี้ก็ 9 โมงครึ่งละ ครั้งนี้ใช้เวลาผ่านตม. ไม่นานอย่างที่คิดนะ ค่อนข้างเร็วเลยแหละ แปลกมากจ้าา
สายการบิน AirAsia X ลงที่สนามบินนาริตะ เดินไปซื้อตั๋วรถไฟเข้าโตเกียว โชคดีที่มีโปรโมชั่นตั๋ว Narita Express
ไป-กลับ 4,000 เยน จากราคาเต็ม 6,000 กว่าๆ ประหยัดได้พอสมควร มุ่งหน้าสู่โตเกียวกันเลย!
ถึงกรุงโตเกียวแล้ว เข้าไปเช็คอินและฝากกระเป๋าที่โรงแรมก่อน วันนี้ยังไม่ไปดู Ghilbli Expo แต่ขอจัดซูชิเป็นอันดับแรก เดี๋ยวจะเรียกว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่น ร้านนี้มีชื่อว่า Sushi Iwa (鮨 いわ) เป็น Michelin Star 1 ดาว ราคาไม่แพงมากค่ะ ตกคนละ 10,000 เยน รวมน้ำแล้ว แนะนำว่าควรกินตอนกลางวันเพราะว่าราคาจะดีมาก ถ้ากินมื้อดึก กินไปน้ำตาอาจจะร่วงรินได้นะคะ เหอๆ พิกัด 8–5-25 Ginza Cho-ku, Tokyo (Miura Bldg.)
japan_8205
japan_5384
อาหารที่นี่มีรสออกเปรี้ยวเล็กๆ และมีกลิ่นหอมเบาๆ เมื่อได้ลิ้มลอง เรียกว่าดี๊ดี ราคาก็ดี เชฟก็หน้าตาดีนะคะ หุหุ
แต่!! ผลสืบเนื่องจากปีที่แล้วมีลูกค้าที่ชอบจองไปก่อน พอถึงเวลาแล้วไม่ไปกิน ปีที่แล้วร้านซูชิทั่วญี่ปุ่นโดนชิ่งประมาณ 60% ทำให้การจองโต๊ะครั้งนี้เป็นไปอย่างยากลำบาก วิธีการจองคือ 1. โรงแรมจองให้ซึ่งต้องเป็นโรงแรม 5 ดาวเท่านั้น 2. ใช้บัตรเครดิตจอง 3. ให้เพื่อนจองแต่จะต้องรูดการ์ดเพื่อเป็นการมัดจำ ถ้าไม่ไปตามนัดก็จะโดนหักค่ามัดจำ คน 4,860 เยน เป็นค่า cancelation
วันแรกก็ปาไปเกือบค่อนวันละกว่าจะจัดการ mission แรกสำเร็จ เพราะว่าการกินซูชิคืองานศิลปะ ไม่แนะนำสำหรับคนที่ชอบรีบกินรีบไปเพราะมันใช้เวลานานจริงๆ กว่าเชฟจะปั้นแต่ละคำ ละเมียดสุดๆ กว่าจะเสิร์ฟได้ คือกินหมดหนึ่งคำ เชฟยังปั้นแจกลูกค้าไม่หมดเล้ย 55+
messageimage_1476239763458
ภารกิจต่อไปคือทำธุระของจริงคือคุยงานในเวลาทำการ กว่าจะคุยเสร็จก็เย็นมากแล้ว ขอหาอะไรง่ายกินไม่ต้องพิเศษก็ได้ ที่ญี่ปุ่นร้านไม่ต้องดังอาหารก็อร่อยนะคะ ไม่ต้องคิดมาก
เริ่มวันที่ 2 ต่อเลย วันนี้แหละซายจะพิชิต Ghilbli Exhibition ตามที่ตั้งใจไว้ แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง มื้อแรกของวันเริ่มด้วยราเมน Fuunji (風雲児) ที่ย่าน Shinjuku ราเมนร้านนี้เคยกินเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน จำได้ว่าอร่อยมากและต้องรอคิวนานมากกก อาจจะไม่ตรงคอนเซ็ปต์เท่าไหร่ แต่อยากย้ำเพื่อความแน่นใจว่าใช้ร้านเดียวกันมั้ยเพราะว่าพิกัดของร้านที่เคยกินกับร้านนี้มันอยู่คนละที่กัน หรือความจริงคือจำผิดร้านไปเลย 55 เพราะเคยลองไปหาแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่เจอ อีกอย่างเพื่อนร่วมทริปยังไม่เคยได้ลิ้มลองด้วยจึงพามาโดนซักหน่อย เลยคิดว่าน่าจะเข้าคอนเซ็ปต์ที่วางไว้ได้อยู่ อิอิ
japan_2331
ประเด็นคือราเมนร้านนี้มีความกดดันในการกินเพราะจะมีคนต่อคิวข้างหลังเรา เมื่อเรานั่งโต๊ะปุ๊บก็ควรรีบกินปั๊บ ห้ามดื่มด่ำกับมันมาก รีบซดให้ไว เกรงใจคนต่อคิวบ้าง 555
japan_1541
แต่รอคิวไม่นานมากค่ะ ประมาณ 30 นาที ก็ได้กินแล้ว
japan_992
นี่คือสั่งชามเล็กที่สุดในร้าน ถ้าเอาชามใหญ่กว่านี้จะมีไข่และสาหร่ายแน่นมากกกกก คือแค่นี้ก็อิ่มมาก พลังงานเพียบอยู่ได้ถึงเย็นแบบไม่ต้องกินอะไรเลย
คิดดูเอาละกัน ขนาดถ่ายรูปราเมนยังต้องรีบๆๆ เลย กลัวคนอื่นรอนาน

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ Fuunji Review ไปตามนี้ได้เลย ไม่ยาก ราคาดีอิ่มแน่นทั้งวันค่ะ

messageimage_1476239620800

มาถึงมิชชั่นของวันนี้คือการพิชิต Ghilbli Exhibition โดยนั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Roppongi ซึ่งมีป้ายบอกทางไปงานตลอดค่ะ
japan_8742
ออกจากสถานีเดินตามทางไป Roppongi Hills เรื่อยๆ เมื่อเดินจนเจอลานกว้างที่มีจุดเด่นคือเจ้าแมงมุมยักษ์ตัวนี้
ตอนนี้ไม่ถึงงานนาจา
japan_4533
ลานแมงมุมที่ทุกคนต้องแวะมาถ่ายรูป เห็นได้ชัดว่าผู้คนส่วนใหญ่เมินแมงมุมตัวนี้เพราะว่าหันไปสนใจพี่โดเรม่อนแทน 555 ทาง Roppongi Hills ได้จัดงานเกี่ยวกับโดเรม่อนเหมือนกันค่ะ พ่อแม่พาลูกพาหลานมาเล่นแถวนี้เพียบเพราะตรงกับวันหยุดเสาร์อาทิตย์ อากาศดีด้วย ฝนเหมือนจะตก แต่ไม่ตก อากาศเย็นสบายเหมือนเดินในห้องแอร์ตลอดเวลา
พี่โดเรม่อนมีทุกซอกทุกมุม อยากจะถ่ายรูปบ้าง แต่เด็กๆ เนืองแน่นมาก ไม่กล้าแย่งเด็กเนอะ 55
japan_2486
japan_4019
เดินตามป้ายบอกทางที่มีตลอดเป็นระยะๆ ไปจนถึงทางขึ้นเพิ่อเข้าชม Exhibition พอดีตอนไปรีบมากเพราะมัวแต่แวะกินกาแฟ เดินถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อยจนเริ่มเลทเลยรีบจ้ำ ทำให้ลืมถ่ายรูปทางเข้ามา แหะๆ แต่มีรูปบันไดทางขึ้นแทน พอถูๆไถๆ ได้อยู่นะคะ
japan_1757
วันเสาร์คนต่อคิวค่อนข้างเยอะ เพื่อนที่มาก่อนหน้านี้ไปวันธรรมดาบอกว่าเร็วมากคิวไม่นานเท่าไหร่ ช่วงเวลาแห่งการต่อคิวเริ่มขึ้นแล้วค่ะ ช่องขายตั๋วมีทั้งหมด 6 ช่อง ต่อคิวไม่นานมากเดินเรื่อยๆ ไปตามแถว
japan_2313
ในที่สุดก็ได้ตั๋ว! แต่ต้องต่อคิวขึ้นลิฟท์อีก รอลิฟท์ไม่ค่อยนานเพราะลิฟท์ไปถึงชั้น 52 ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที พูดเลย เร็วมาก!

messageimage_1476239633156

พอขึ้นไปถึงชั้น 52 เดินตามป้ายไปเลยค่าา เมื่อเดินเข้าไปถึงงานอย่างแรกที่ทำคือต้องถ่ายรูปคู่กับ Tokyo Tower ที่เป็นวิวด้านหลัง งาน Exhibition ถ่ายให้ฟรีเป็นรูปเล็กๆ นะคะ ถ้าอยากได้รูปใหญ่ต้องซื้อเอาค่ะ
japan_2895
ชมวิวโตเกียวช่วงบ่ายๆ แต่ครึ้มมาก ทำให้อากาศเย็นสบาย
japan_8295
เข้าไปชมงานกันเลยค่ะ แต่ไม่ต้องคิดนะคะว่าอยากถ่ายรูปหรืออ่านเรื่องราวประวัติความเป็นมาเพราะว่าทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น ส่วนเรื่องถ่ายรูปคิดว่าคนที่ชอบเข้าพิพิธภัณฑ์น่าจะรู้ดีว่ามิวเซียมห้ามถ่ายรูป งานนี้ก็เหมือนกัน ทางจิบลิต้องการให้ติ่งอย่างพวกเราเสพไว้ในความทรงจำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
บรรยากาศตอนเดินดูคงได้แต่เล่านะคะ ข้างในส่วนใหญ่มีแต่รูปภาพและสเก็ตงานก่อนที่จะเริ่มสร้างอนิเมชั่น The red turtle ซึ่งคล้ายกับในมิวเซียมค่ะ และไปจบที่ของที่ระลึกของทุกเรื่อง เดินไปอีกนิดเราจะได้เข้าโซนถ่ายรูปแล้ว ไม่น่าเชื่อมีด้วย… ดีใจ!!
เราจะได้ถ่ายรูปกับแมวรถเมล์ในเรื่อง My Neighbor Totoro กันค่าา
ปกติแมวตัวนี้จะโชว์อยู่ที่มิวเซียมซึ่งให้เด็กเข้าไปชม เด็กโข่งอย่างเราก็ยืนมองไป เสพความทรงจำไปเรื่อยๆ แต่มาที่งานนี้เค้าไม่จำกัดอายุค่ะ 🙂
japan_5084japan_2144
ถ่ายรูปกับแมวเสร็จก็จะเข้าส่วนที่เป็นไฮไลต์และตอนจบของงานจริงๆ เรียกว่าเป็นโซนปล่อยของ นั่นก็คือ การสร้างโมเดลจำลองขึ้นมาเพื่อใช้ถ่ายทำในอนิเมชั่น คือไม่รู้เลยว่ามาจากเรื่องอะไรเพราะว่าหลังๆ ยังดูอนิเมชั่นของจิบลิไม่ครบเหมือนกัน
แต่ส่วนที่เจ๋งก็คือการทำให้เรือบินเคลื่อนไหวขึ้นลงได้และมีเมืองจำลองเล็กๆ อยู่ข้างหลังซึ่งเมื่อดูใกล้ๆ จะเห็นว่างานละเอียดมากจริง
japan_6463
japan_173
japan_1168
ยังคงคอนเซ็ปท์การเป็น Ghilbli Studio ไว้อย่างชัดเจน ประทับใจมากค่ะ ถึงเราจะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นเลย แต่เห็นคนญี่ปุ่นที่ไปดูงานทุกคนตั้งใจอ่านทุกคำก็รู้เลยว่าคำบรรยายที่เขียนไว้ตามรูปภาพต่างๆ ต้องยอดเยี่ยมสุดๆ ถ้าอ่านออกน่าจะได้เข้าใจการทำ exibition นี้มากขึ้นอ่ะ แต่แค่นี้ก็ฟินจะแย่ละ 555
จบภารกิจตามความตั้งใจ แวะเดินเล่นแถว Roppongi นิดหน่อยก็ได้เวลากินข้าวเย็นแล้ว เย็นนี้ตั้งใจจะไปกินเทนด้งกัน
ร้านนี้มีชื่อว่าชื่อ Tendon Kaneko-Hannosuke (天丼 金子半之助) ชื่อยาวมากกก #คิวก็ยาวนานมากเช่นกัน เราไปถึงร้านประมาณ 5 โมงเย็น กว่าจะได้กินเกือบทุ่มนึง เบาๆ ข่ะ
dscf4416 img_4125
ร้านนี้มีเมนูเดียวคือเทมปุระที่เป็นอาหารทะเล กุ้ง ปลาหมึก ปลาไหล ผัก สาหร่าย แต่มีซุปให้เลือกค่ะ ชุดนี้อิ่มไปถึง
พรุ่งนี้เช้าเบย อิ่มมากจริงๆ ราคาก็สมเหตุสมผลด้วย มื้อนี้จ่ายไปประมาณ 1,000  เยน ตกเงินไทย 300 กว่าบาทค่ะ
ตามพิกัดนี้ไปเลย 1-11-15 Nihonbashimuromachi Chuo, Tokyo: Tendon Kaneko-Hannosuke
แค่ 1 นาทีจากสถานีรถไฟใต้ดิน Mitsukoshi-mae
japan_2271
จบวันที่ 2 แบบคุ้มมากๆ ค่ะ
ไปต่อกันในวันสุดท้ายเลยดีกว่า ตอนแรกว่าจะตื่นเช้าไปตลาดปลา แต่ตอนกลางคืนหาข้อมูลดูปรากฏว่าตลาดปลาปิดวันอาทิตย์ (คือไม่เคยได้ไปตลาดปลาเลย) ก็เลยลงเอยที่ตื่นเมื่อไหร่ก็ออกไปกินละกัน 555 จบง่ายแบบนี้เลยแหละ
10 โมง Check out ออกจากโรงแรมมุ่งหน้าไปที่ย่าน Asakusa เพื่อไปกินโซบะที่ร้านที่เปิดมายาวนานกว่า 100 ปี เก่าแก่มากกก ร้านนี้มีชื่อว่า Namiki Yabusoba (並木藪そば) อยู่ใกล้ๆ วัดอาซากุซะเลยค่ะ
รสชาติจะเน้นเค็มหน่อยนะคะ ค่อยๆ เทซอส ไม่ต้องเทใส่ถ้วยหมดเพราะว่าจะเค็มมาก ทางร้านจะเดินเสิร์ฟน้ำซุปให้เอาน้ำซุปเทใส่ถ้วยซอสที่เหลือแล้วซด เรียกว่าสดชื่นเลยแหละ คือดี
ไปตามพิกัดนี้ได้เลยฮะ Namiki Yabusoba

messageimage_1476239656820

หมดภารกิจเรื่องกินไปอีกหนึ่ง แวะไหว้พระที่วัดอาซากุซะเอาฤกษ์เอาชัยเล็กน้อยก่อนกลับ
japan_8073
ต่อด้วยเรื่องกินอีกตามสูตร เดินอ้อมไปหลังวัดจัดน้ำแข็งใสที่ร้าน Asakusa Naniwaya (淺草浪花屋)
ไปตามพิกัดนี้นาจา Asakusa Naniwaya ไม่หลงแน่นอน แต่กว่าพี่จะหาเจอก็หลงหลายทีอยู่ 555 เป็นเพราะความไม่ดูแผนที่ก่อน คริคริ
เมนูขึ้นชื่อคือสตรอว์เบอร์รี่น้ำแข็งใส แต่พอดีไม่ชอบสตรอว์เบอร์รี่เลยสั่น้ำแข็งใสถั่วบด (เรียกเองนะ) ส่วนเพื่อนร่วมทริปสั่งน้ำแข็งใสสตอรว์เบอร์รี่ค่ะ
japan_6518
japan_1723
japan_946
 เมนูภาษาอังกฤษไม่มีนะ เปิดเว็บ chillchilljapan.com หารูปแล้วจิ้มสั่งเอาค่ะ
ได้เวลาเตรียมตัวกลับบ้าน เราไม่ได้ซื้ออาหารตอนซื้อตั๋วเครื่องบินเพราะฉะนั้นอูด้งที่สนามบินนาริตะจึงเป็นทางเลือก มาญี่ปุ่นทุกครั้ง อิ่มไม่อิ่มต้องโดนอูด้งที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่อง 555 เปลี่ยนร้านกินทุกครั้งก็พบว่ามันอร่อยทุกร้านนน! แนะนำเลยค่ะ ไม่เชื่อก็ลองดูเรย 😀

messageimage_1476239748753

อิ่มสบายใจก่อนขึ้นเครื่อง นั่งยาวกลับถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ
3 วันอัดแน่นกับการกิน และ ความฟิน เจอกันรีวิวหน้านะคะ
Photo by @khun_nick
Content by @kannikazine