13 สุดยอดปราสาทนอกกระแสในยุโรปที่ควรค่าแก่การไปเยือนสักครั้งในชีวิต

ทวีปยุโรปขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของอาคารสถาปัตยกรรมยุคต่างๆ ที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของอาณาจักรต่างๆ ทำให้ศิลปะวิทยาการทุกด้านเติบโตก้าวหน้าไปไกล และในทุกยุคสมัยย่อมมีการสร้างปราสาทเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ปกครองเมือง อัศวิน และบรรดาเศรษฐีพ่อค้า หรือสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นป้อมปราการป้องกันการรุกรานของข้าศึกด้วยก็ได้เช่นกัน หลายปราสาทมีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ขณะที่บางส่วนยังคงไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ลองดูกันว่ามีที่ใดกันบ้าง

*ค่าเข้าชมเป็นราคาในปี 2015

Kronborg Slot, Denmark

Kronborg Slot หรือ Kronborg Castle ปราสาทขนาดใหญ่ริมทะเล Øresund แห่งเมือง Helsingør เมืองทางทิศเหนือของเกาะ Sjælland เกาะเดียวกับกรุง Copenhagen เมืองหลวงของเดนมาร์ก ซึ่งฝั่งตรงข้ามทะเลกับเมือง Helsingør คือเมือง Helsingborg ของสวีเดน ปราสาทที่ตั้งอยู่บนจุดที่แคบที่สุดของทะเล Øresund แห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1420 โดยกษัตริย์ Eric of Pomerania แห่งเดนมาร์กเพื่อใช้เป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ในการป้องกันการโจมตีจากข้าศึกที่มาทางทะเลบอลติกก่อนถึงเมืองโคเปนเฮเกน เวลาล่วงเลยผ่านมาปราสาทนี้กลายเป็นสมบัติล้ำค่ายิ่งเพราะเป็นหนึ่งในปราสาทเรอเนสซองส์ที่ได้ชื่อว่างดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป อีกทั้งได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกเมื่อประมาณ 16 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังเคยเป็นสถานที่แสดงนวนิยายเรื่อง Hamlet อันโด่งดังของ Williams Shakespear ในครั้งครบรอบ 200 ปีการจากไปของกวีชาวอังกฤษ

การเดินทาง: จากสถานีรถไฟกลาง Copenhagen (København H) นั่งรถไฟไปที่เมือง Helsingør ใช้เวลาเดินทาง 44 นาที แล้วเดินต่อไปยังหน้าปราสาทอีกราว 1.5 กิโลเมตร ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 90 DKK ช่วงเวลาการเปิดแล้วแต่ฤดูกาล

Kronborg Slot

Kylemore Abbey, Republic of Ireland

Kylemore Abbey (Mainistir na Coille Móire) สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่งของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ซึ่งมีชื่อเสียงทั้งจากตัวปราสาทและโบสถ์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่บนแนวเขา Druchruach ที่สูง 1,736 ฟุต ทางด้านเหนือของชายฝั่ง Lough Pollacappul แห่งเมือง Connemara ทางตะวันตกของประเทศ ปราสาทที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1867 นี้ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ที่โรแมนติกและเป็นส่วนตัวที่สุดบนเกาะไอร์แลนด์ เนื่องจากทำเลที่ตั้งซึ่งโอบล้อมไปด้วยแนวเขาและทะเลสาบอันเงียบสงบนั่นเอง ปัจจุบันเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมได้ ซึ่งส่วนมากก็จะไปตามสถานที่ต่างๆ ในบริเวณนี้ ไม่ว่าจะเป็นปราสาท โบสถ์ สวน และทางเดินเลียบทะเลสาบ

การเดินทาง: วิธีการสะดวกที่สุดคือการเช่าขับรถ โดยสามารถขับมาได้จากเมือง Galway ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง และจากกรุง Dublin ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 20 นาที หรือจะซื้อ one day tour มาจากเมือง Galway หรือ Dublin ก็ได้เช่นกัน ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 11.70 ยูโร

Kylemore Abbey

Burg Hohenzollern, Germany

Hohenzollern Castle ปราสาทสไตล์นีโอโกธิคบนยอดเขา Hohenzollern ประมาณ 50 กิโลเมตรจากเมือง Stuttgart เมืองใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนี ปราสาทแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 บนยอดเขาที่มีความสูง 855 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เพื่อเป็นที่ประทับของ Hohenzollern ราชวงศ์ของจักรพรรดิที่ครอบครองอาณาจักรปรัสเซีย (เยอรมนีในปัจจุบัน) ในสมัยยุคกลาง และสืบทอดต่อกันมาเป็นมรดกของครอบครัวจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ปราสาทแห่งนี้มักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับปราสาทลุ่มแม่น้ำลัวร์ในประเทศฝรั่งเศสบ่อยครั้ง เนื่องจากมีสถาปัตยกรรมในสไตล์คล้ายกัน อีกทั้งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในปราสาทที่สวยและมีเสน่ห์ดึงดูดมากที่สุดในโลก

การเดินทาง: จากสถานีรถไฟกลาง Stuttgart Hbf ขึ้นรถไฟไปที่สถานี Hechingen ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แล้ว
ต่อรถบัสที่จอดรออยู่ไปยังลานจอดรถด้านล่างปราสาท ใช้เวลาอีก 15 นาที จากจุดนี้ต้องเดินเท้าขึ้นอีกพอสมควร หรือจะใช้บริการ shuttle bus ราคาไปกลับอีก 3.10 ยูโรก็ได้เช่นกัน ค่าเข้าชมปราสาทแบ่งเป็นหลายแบบ แบบจัดเต็มสำหรับผู้ใหญ่ราคา 12 ยูโร

Hohenzollern Castle

Burg Eltz, Germany  

Eltz Castle ปราสาทที่สร้างขึ้นในยุคกลางบนเนินเขาริมแม่น้ำ Moselle ที่เมือง Wierschem ซึ่งอยู่ระหว่างเมือง Koblenz กับ Trier ทางตะวันตกฉียงใต้ของประเทศเยอรมนี สร้างในสไตล์โรมาเนสก์และบาโรคโดยขุนนางของเมืองเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยส่วนตัว โดยแบ่งส่วนต่างๆ มากมายให้สมาชิกครอบครัวได้อยู่กันอย่างครบถ้วน ปัจจุบันยังคงเป็นทรัพย์สินของครอบครัวตระกูลขุนนางเก่าที่สืบเชื้อสายมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่มีการอนุญาตเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปชมความงดงามภายในได้ในบางส่วน อีกทั้งปราสาทแห่งนี้ยังเป็นปราสาทไม่กี่แห่งบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำไรน์ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่เคยถูกทำลายหรือผุพังตามธรรมชาติ

การเดินทาง: จากเมือง Koblenz ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมือง Frankfurt ใช้รถไฟมาลงที่สถานี Moselkern แล้วต่อแท็กซี่ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร หรือจะเดินเลียบริมแม่น้ำ Elz ระยะทางไกล 5 กิโลเมตรก็ได้ แต่ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดราชการระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม จะมีบริการ “Burgenbus” (Castle Bus) 330 จาก Hatzenport และ Treis-Karden ซึ่งทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยจากด้านล่างปราสาทต้องเดินขึ้นเขาอีก 10-15 นาที หรือใช้รถ shuttle bus ราคาเที่ยวละ 2 ยูโรก็ได้ ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 9 ยูโร

Eltz Castle

Schloss Lichtenstein, Germany

Lichtenstein Castle ปราสาทบนแนวเขา Swabian Alb ในรัฐ Baden-Württemberg ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ Germany จากประวัติที่สืบค้นได้ระบุว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของปราสาทมาตั้งแต่ช่วงปี 1200 แต่ได้ถูกทำลายลงถึง 2 ครั้ง จากสงคราม Reichskriegs ในปี 1311 และจากทางการเมือง Reutlingen ในปี 1381 ทำให้เหลือเพียงแต่ซากปรักหักพัง จนต่อมาในระหว่างปี 1840-1842 Duke Wilhelm of Urach ผู้ปกครองแคว้น Württemberg ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายเรื่อง Lichtenstein จึงสั่งการให้ Carl Alexander Heideloff ออกแบบและสร้างปราสาทแห่งใหม่ในสไตล์นีโอโกธิคขึ้นในบริเวณนี้ และตั้งชื่อตามนวนิยายเล่มดังกล่าว ถึงแม้ปัจจุบันตัวปราสาทยังคงเป็นทรัพย์สินของ Dukes of Urach แต่บุคคลทั่วไปก็สามารถเข้าชมด้านในที่เก็บสะสมอาวุธและโล่ห์โบราณมากมายได้อย่างสะดวก

การเดินทาง: วิธีการสะดวกที่สุดหนีไม่พ้นการขับเช่ารถขับ โดยเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุดคือ Stuttgart แต่ถ้าจะมาด้วย
รถสาธารณะก็ทำได้โดยใช้รถไฟจาก Stuttgart ไปที่เมือง Reutlingen แล้วต่อรถบัสสาย 7606 ไปลงที่ป้าย Honau จากนั้นเดินต่ออีกราว 20 นาที ค่าเข้าชมด้านในตามรอบ guide tour ผู้ใหญ่ราคา 7 ยูโร

Lichtenstein Castle

Burg Kreuzenstein, Austria

Kreuzenstein Castle ปราสาทหินแห่งเมือง Leobendorf เมืองในรัฐ Lower Austria ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ Austria ปราสาทที่ตั้งอยู่ทางนอกเมืองนี้เพิ่งสร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 19 โดยตระกูล Wilczek เพื่อใช้เป็นที่อยู่ แต่ต่อมาด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมซึ่งได้ชื่อว่าแตกต่างจากอาคารศิลปะยุคกลางทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้เป็นที่สนใจของตระกูลขุนนางต่างๆ ทั่วยุโรปจนมีการซื้อขายกันอีกหลายครั้ง ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของออสเตรีย รวมทั้งเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง

การเดินทาง: จากกรุง Vienna นั่งรถบัสหรือรถไฟไปที่เมือง Leobendorf ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แล้วต่อรถบัสหรือรถไฟไปที่หมู่บ้าน Kreuzenstein ใช้เวลาราว 40 นาที ค่าเข้าชมตามรอบ guide tour ผู้ใหญ่ราคา 10 ยูโร

Kreuzenstein Castle

Swallow’s Nest, Ukraine

Swallow’s Nest หรืออีกชื่อว่า Crimea Castle พระราชวังสไตล์โกธิคที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุคสหภาพโซเวียต ปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศ Ukraine ตรงบริเวณคาบสมุทร Crimean ทางใต้สุดของประเทศ ใกล้กับเมือง Yalta ติดชายฝั่งทะเลดำ ออกแบบโดย Leonid Sherwood สถาปนิกชาวรัสเซียน และก่อสร้างสำเร็จในปี 1912 ด้วยทำเลที่ตั้งของตัวปราสาทที่ตั้งติดกับหน้าผาสูง 40 เมตรชันลงสู่ทะเลดำ ทำให้สามารถชมความงามของทะเลดำได้ในมุมกว้าง ราวกับรังของนกนางนวลยังไงยังงั้น จึงเป็นที่มาของชื่อปราสาทแห่งนี้ อีกทั้งยังได้รับการกล่าวขานให้เป็น Castle of Love จากความโรแมนติกของบรรยากาศโดยรอบของที่นี่อีกด้วย

การเดินทาง: เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุดคือ Yalta ซึ่งมีรถบัสของบริษัท Yandex ไปยังหมู่บ้าน Parus ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นต้องต่อแท็กซี่หรือเดินไปที่ปราสาท อีกวิธีการที่สะดวกและใช้เวลาน้อยกว่าคือนั่งแท็กซี่ยาวมาจากเมือง Yalta ใช้เวลาเพียง 10-15 นาที โดยไม่เปิดให้เข้าชมด้านใน แต่สามารถชมวิวชายฝั่งทะเลดำอันงดงามได้ตามสะดวก

Swallow's Nest

Predjamski grad, Slovenia

Predjama Castle ตั้งอยู่ห่างจากเมือง Postojna เมืองเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ Slovenia ประมาณ 11 กิโลเมตร ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าปราสาทสไตล์โกธิคนี้สร้างขึ้นเมื่อใด แต่คาดว่าน่าจะราวศตวรรษที่ 12 โดย Patriarch of Aquileia สร้างขึ้นโดยอาศัยโครงสร้างของช่องว่างใต้ภูเขาหรือถ้ำเป็นแกนหลัก พูดง่ายๆ ก็คือสร้างปราสาทในถ้ำนั่นเอง ปราสาทนี้เปลี่ยนมือผู้ครอบครองมาหลายยุคหลายสมัยจนมาถึงยุคของอัศวิน Erazem Lueger ที่ใช้ปราสาทนี้ในการเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังในการปล้นสดมภ์อาหารและข้าวของเครื่องใช้จากผู้ปกครองเมืองเพื่อเอามาแจกจ่ายแก่ชาวบ้าน เนื่องจากปราสาทนี้ตั้งอยู่ในถ้ำจึงมีทางลับต่างๆ ภายในที่เชื่อมไปยังถ้ำอื่นๆ มากมาย รวมทั้ง Postojna ถ้ำที่มีชื่อเสียงและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต อีกทั้งการเข้าถึงที่ค่อนข้างยาก ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

การเดินทาง: รถไฟหรือรถบัสจากกรุง Ljubljana ไปที่เมือง Postojna ราว 1 ชั่วโมง แล้วต่อแท็กซี่อีกประมาณ 14 กิโลเมตร ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 9 ยูโร

Predjama Castle

Bory-Vár, Hungary

Bory Castle ปราสาทน่ารักๆ แห่งเมือง Székesfehérvár ทางตอนกลางของประเทศ Hungary ห่างจากกรุง Budapest ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 65 กิโลเมตร ปราสาทบนเนินเขาเก่า (Öreghegy) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี 1930 โดยอัศวิน Jenő Bory ที่ออกแบบทั้งตัวปราสาทและสวนด้วยตัวเองเพื่อมอบให้แก่ Ilona Komócsin ภรรยา โดยภายในมีรูปปั้นหินอ่อนของเขาที่สื่อว่าเขาจะอยู่เคียงข้างเธอไปตลอดกาลอีกด้วย อีกทั้งในห้องต่างๆ ยังเก็บรวบรวมผลงานศิลปะของภรรยาและเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ชมทั่วไปได้เพลิดเพลินไปกับเรื่องราวความรักของทั้งคู่ในบรรยากาศที่แสนรื่นรมย์

การเดินทาง: สะดวกที่สุดคือใช้รถไฟจากกรุง Budapest ไปที่สถานี Székesfehérvár vasútállomás เมือง Székesfehérvár ใช้เวลาประมาณ 45 นาที แล้วต่อรถเมล์สาย 32 ไปที่ปราสาท

Bory-Vár-5

Bojnický zámok, Slovakia   

Bojnice Castle ปราสาทสุดโรแมนติกแห่งเมือง Bojnice เมืองเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำ Nitra ทางตอนกลางของประเทศ Slovakia ปราสาทที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ในสไตล์โกธิคผสมผสานกับเรอเนสซองส์แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดของสโลวาเกียอีกแห่งหนึ่ง โดยมักถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเทพนิยายหรือแฟนตาซี เนื่องจากบรรยากาศทั้งหมดล้วนเหมือนอยู่ในความฝัน นอกจากตัวปราสาทแล้วยังมีบริเวณสวนที่เต็มไปด้วยนานาพันธุ์ไม้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสวนสัตว์ยอดนิยมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศอีกด้วย เรียกได้ว่ามาที่เดียวคุ้ม

การเดินทาง: จากกรุง Bratislava เมืองหลวงของประเทศ นั่งรถไฟไปที่เมือง Prievidza ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง แล้วต่อแท็กซี่อีก 3 กิโลเมตร ค่าเข้าชมด้านในผู้ใหญ่ราคา 8 ยูโร

Bojnice Castle

Trakai Island Castle, Lithuania

Trakų salos pilis หรือ Trakai Island Castle ปราสาทบนเกาะกลางทะเลสาบ Galvė ในเขตเมือง Trakai เมืองหลวงเก่าของประเทศ Lithuania ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งทะเลสาบ” ปราสาทแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในสุดยอดปราสาทยุคกลางของโลก โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบบอลติกผสมผสานรัสเซียน พร้อมกับบรรยากาศโดยรอบที่งดงาม ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าที่นี่ต้องเป็นที่อยู่ของผู้ปกครองลิทัวเนียในอดีตนั่นเอง

การเดินทาง: สะดวกทั้งทางรถไฟและรถบัสจากกรุง Vilnius เมืองหลวงของประเทศ ใช้เวลาเดินทางราว 30-45 นาที สำหรับตั๋วรถบัส ซื้อได้ทั้งที่สถานีรถบัสและจากคนขับรถ ค่าเข้าชมปราสาทสำหรับผู้ใหญ่ราคา 5.21 ยูโร

Trakai Island Castle

Oberhofen Castle, Switzerland

Oberhofen Castle ปราสาทสุดโรแมนติกแห่งหมู่บ้าน Oberhofen am Thunersee ริมทะเลสาบ Thun ส่วนหนึ่งของเขตปกครองรัฐ Bern ทางตอนกลางของประเทศ Switzerland นอกเหนือจากบรรยากาศโดยรอบปราสาทที่โอบล้อมด้วยแนวเขาซึ่งขนานไปกับทะเลสาบ พร้อมด้วยดอกไม้หลากสีที่ประดับตกแต่งในสวนสไตล์อังกฤษสุดแสนร่มรื่นแล้ว ปราสาทที่สร้างขึ้นในยุคกลางในสไตล์นีโอโกธิคแห่งนี้ยังมีความงดงามเรียบง่ายซึ่งแสดงถึงอัตลักษณ์ของสวิสได้เป็นอย่างดี อีกทั้งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสุดยอดปราสาทที่คลาสสิกที่สุดในแถบเทือกเขาแอลป์ โดยด้านในเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของรัฐเบิร์น เขตการปกครองที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ

การเดินทาง: สะดวกที่สุดคือเดินทางจากเมือง Thun โดยสามารถใช้ได้ทั้งรถบัสและล่องเรือในทะเลสาบ Thun รถบัสใช้เวลา 15 นาที ส่วนเรือใช้เวลาประมาณ 20 นาที ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 10 CHF โดยบริเวณสวนเข้าได้ฟรี

Oberhofen Castle

Castelul Huniazilor, Romania

Castelul Huniazilor หรือ Castelul Corvineştilor หรือ Hunyad Castle อีกหนึ่งปราสาทลึกลับน่าสะพรึงกลัวในภูมิภาค Transylvania ตั้งอยู่ที่เทศมณฑล Hunedoara ทางตะวันตกของประเทศ Romania ปราสาทสไตล์โกธิค-เรอเนสซองส์ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของตระกูลใหญ่ Hunyadi แห่ง Hungary นี้ ในอดีตเป็นคุกจองจำนักโทษและทาสชาวเตอร์กิชนับสิบ นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าต่อๆ กันมาว่า Hunyad Castle เป็นสถานที่ซึ่ง Vlad ที่ 3 เจ้าชายแห่ง Wallachia (Vlad the Impaler) หรือที่รู้จักกันในนาม Dracula ถูกคุมขังไว้เป็นเวลา 7 ปีหลังจากถูกปลดจากตำแหน่งในปี 1462 ตัวปราสาทมีหอสูงและแข็งแรงไว้สำหรับป้องกันการโจมตี ทางเข้ามีสะพานชักเลื่อนเปิด-ปิดได้เหนือแม่น้ำเล็กๆ Zlaşti ภายในถูกปรับปรุงให้มีห้องโถง ห้องพักรับรองแขก แกลเลอรี่ และห้องเก็บรักษาอาหารและของมีค่ามากมาย

การเดินทาง: เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้สุดคือ Deva และ Timișoara เมืองใหญ่อันดับที่ 3 ของโรมาเนีย โดยต้องใช้รถบัสไปยังเมือง Hunedoara ใช้เวลาประมาณ 30 นาที และ 4 ชั่วโมง แต่รถบัส Timișoara-Deva มีรอบมากกว่า Timișoara-Hunedoara แล้วค่อยต่อรถบัสจาก Deva ไปที่เมือง Hunedoara โดยมีรถบัสท้องถิ่นออกทุกๆ 30 นาที ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที แล้วต้องต่อแท็กซี่หรือเดินไปยังตัวปราสาทอีกราว 1.7 กิโลเมตร

Castelul Huniazilor

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต