10 เมืองแห่งสีสันในยุโรป – Colorful towns in Europe

เมืองแต่ละเมืองมีคาแรกเตอร์โดดเด่นแตกต่างกันไป บางเมืองขึ้นชื่อเรื่องความเก่าแก่ บางเมืองมีชื่อเสียงจากสถาปัตยกรรมอันงดงามของตึกรามบ้านช่อง ขณะที่บางเมืองก็เป็นที่รู้จักจากความสดใสของสีสันบ้านเมือง ลองมาดูกันว่ามีเมืองใดบ้างที่คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศบ้านเรือนสีลูกกวาด

Kinsale, Republic of Ireland

บ้านเรือนสไตล์ไอริชสีสันสะดุดตาตั้งเรียงรายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Bandon เป็นเอกลักษณ์สำคัญของเมือง Kinsale (Cionn tSáile) เมืองเล็กๆ ในเขตการปกครองเมือง Cork ติดริมฝั่งทะล Celtic ทางใต้สุดของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ เมืองที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วยุโรปในฐานะเมืองพักผ่อนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้โดดเด่นด้วยกิจกรรมทางน้ำซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนที่มาเยือน แกลเลอรี่ผลงานศิลปะที่พบได้ทั่วไป และอาหารท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความสดและอร่อยถูกปากซึ่งทำให้ในทุกๆ ปีจะมีการจัดเทศกาลอาหารจากเชฟชั้นนำมาจัดแสดงให้ได้ลิ้มลองกันอย่างอิ่มหนำสำราญ

วิธีการเดินทางมา: จากเมือง Cork ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุด ให้ใช้ Bus Éireann number 226 ที่มีวิ่งประจำทุกวัน ใช้เวลาราว 45 นาที หรือถ้ามาจากกรุง Dublin ให้ใช้รถไฟมาที่เมือง Cork ก่อน แล้วค่อยต่อรถบัสสาย 226 อีกต่อหนึ่ง

Kinsale

Balat, İstanbul, Turkey

Balat คือย่านชุมชนชาวยิวแห่งกรุง Istanbul ประเทศ Turkey ที่อยู่อาศัยของชาวยิวที่ตั้งรกรากมาช้านานแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตการปกครอง Fatih บนฝั่งยุโรป โดยพื้นที่ทั้งหมดตั้งอยู่บนคาบสมุทรด้านตะวันตกของชายฝั่ง Golden Horn ระหว่างเขต Atatürk กับสะพาน Fatih
ในบริเวณดังกล่าวมี synagogue หรือสำนักนักบวชยิวที่ประดับด้วยกระจกสีแบบไบเซนไทน์อันงดงามหลายแห่ง อาทิ Ahrida และ Yanbol นอกจากนี้ยังมีพระราชวังโบราณสไตล์ไบเซนไทน์นามว่า Tekfur Saray อีกด้วย ว่ากันว่าย่านเมืองเก่าแห่งนี้เป็นย่านที่คลาสสิกที่สุดอีกแห่งหนึ่งของกรุงอิสตันบูล

วิธีการเดินทางมา: จากท่ารถเมล์บริเวณ Eminönü นั่งรถเมล์สาย 99 ไปลงที่ป้าย Köprübaşı หรือ Balat อีกวิธีการหนึ่งคือเรือเฟอร์รี่จากท่า Eminönü Haliç İskelesi ไปขึ้นที่ท่า Fener แล้วเดินต่อราว 500 เมตร แต่รอบเรือมีไม่เยอะมากนัก

Balat

Tirana, Albania

อาคารส่วนมากในกรุง Tirana (Tiranë) เมืองหลงของประเทศ Albania โดยเฉพาะส่วนที่เป็น Apartment ซึ่งสร้างขึ้นโดยรัฐบาลภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นมักเต็มไปด้วยสีสันสะดุดตา ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการพัฒนาเมืองของ Edi Rama นายกเทศมนตรีคนสำคัญที่ต้องการลบภาพเมืองสีเทาของกรุงติราน่าให้กลับมามีสีสันสดใส อาคารบ้านพักเหล่านี้จึงเน้นใช้สีโทนสดใส ได้แก่ ฟ้า เขียว ส้ม ม่วง แดง และเหลือง โดย Rama ยังเป็นผู้ฝึกฝนศิลปินท้องถิ่นด้วยตัวเขาเอง นอกจากการปรับปรุงรูปโฉมของอาคารบ้านเรือนแล้ว รัฐบาลท้องถิ่นยังได้พัฒนาระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ ควบคู่ไปกับการเจริญเติบโตของโรงงานอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นมากมาย

วิธีการเดินทางมา: วิธีการที่สะดวกที่สุดเห็นจะเป็นเครื่องบินที่รองรับด้วยสนามบิน Tirana International Airport Nënë Tereza โดยมีสายการบินที่ให้บริการทั้งหมดเป็นสายการบินภายในยุโรป ส่วนรถบัสมีเดินทางเชื่อมต่อมาจากเมืองใหญ่ในคาบสมุทรบอลข่านหลายเมือง อาทิ Skopje เมืองหลวงของ Macedonia, Belgrade เมืองหลวงของ Serbia และ Pristina เมืองหลวงของ Kosovo

Tirana

Cinque Terre: Monterosso al Mare, Vernazza, Corniglia, Manarola และ Riomaggiore, Italy

Cinque Terre หรือ 5 เมืองในฝันริมชายฝั่งอิตาเลียนริเวียร่า ในรูปนี้คือ Manarola เมืองเล็กๆ ในจังหวัด La Spezia แคว้น Liguria ทางเหนือของอิตาลี เมืองที่มีขนาดเล็กที่สุดอันดับ 2 ในกลุ่ม Cinque Terre และเก่าแก่ที่สุดในกลุ่ม นอกจากเมืองชาวประมงที่บ้านเรือนเต็มไปด้วยสีสันสดใสแห่งนี้จะมีทัศนียภาพที่งดงามตามแบบฉบับเมืองชายฝั่งอิตาลีตอนบนแล้ว ยังมีไวน์ท้องถิ่นนาม Sciacchetrà ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันอีกด้วย ในฤดูร้อนของทุกปีที่นี่จะเต็มไปด้วยกองทัพนักท่องเที่ยวที่มักจะเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมระหว่างเมืองดังกล่าวกับ Riomaggiore อีกหนึ่งหมู่บ้านในกลุ่มที่อยู่ใกล้กัน ซึ่งคนท้องถิ่นจะเรียกเส้นทางระหว่าง 2 เมืองนี้ว่า Via dell’Amore หรือที่แปลว่าเส้นทางแห่งรักนั่นเอง

วิธีการเดินทางมา: ทั้ง 5 เมือง/หมู่บ้าน เชื่อมต่อกันด้วยทางรถไฟ โดยเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ ได้แก่ Genoa (Genova) และ La Spezia แต่ถ้าจะมาจาก Milan ก็ทำได้เช่นกัน โดยใช้เวลาเดินทางรวมทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 4 ชั่วโมง

Riomaggiore

Burano, Italy

Burano เกาะในลากูน Venetian ใกล้ๆ กับเกาะเวนิซ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี จึงไม่น่าแปลกใจที่รูปร่างหน้าตาจะคล้ายคลึงกันราวพี่กับน้อง หมู่บ้านสีลูกกวาดที่มีชื่อเสียงจากการถักลูกไม้แห่งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 6
โดยชาวโรมันที่เริ่มมาก่อตั้งรกรากบนเกาะที่อยู่ห่างจากเมืองเวนิซ 7 กิโลเมตร บูราโน่โดดเด่นด้วยบ้านเมืองแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่เน้นโทนสีสดใสฉูดฉาดดูเพลินตา ซึ่งถ้าบ้านใดต้องการทาสีบ้านใหม่จะต้องส่งคำขอไปยังนายกเทศมนตรีเพื่อให้อนุมัติและกำหนดสีที่จะใช้ทา

วิธีการเดินทางมา: จากเวนิซ ใช้บริการเรือ vaporetto (water bus) ของบริษัท ACTV สาย 12 จากท่าเรือ Fondamente Nove (F.te Nove) ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 40 นาที หรือนั่งเรือสาย N 42 มายังเกาะ Murano เพื่อชมความงามของกลุ่มเกาะใกล้เคียง และต่อเรือสาย LN มาที่เกาะบูราโน่อีกที

Burano

Corricella, Italy

หมู่บ้าน Corricella ตั้งอยู่ในชุมชน Procida เขตจังหวัด Naples แคว้น Campania ริมชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ Italy หมู่บ้านที่มีการตั้งรกรากมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่บนกลุ่มเกาะ Flegrean ระหว่างแหลม Miseno กับเกาะ Ischia โดยเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในฐานะหมู่บ้านแบบฉบับอิตาลีตอนใต้ซึ่งนิยมสร้างบ้านเรือนที่เน้นสีสันสดใสตามแนวระดับของหน้าผาที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ หมู่บ้านที่มีรายได้หลักจากอุตสาหกรรมเดินเรือและต่อเรือแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเลยทีเดียว

วิธีการเดินทางมา: เนื่องจากตั้งอยู่บนเกาะ วิธีการเดินทางมาจึงมีเพียงทางเรือ โดยมีเรือจากท่าเรือ Pozzuoli ในเมือง Naples ท่าเรือของ Capri และท่าเรือของ Ischia

Corricella

Costa Nova do Prado, Portugal

ชายหาด Costa Nova do Prado หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Costa Nova แห่งเทศบาล Ílhavo ใกล้กับชายฝั่ง Ria de Aveiro ทางตะวันตกของประเทศ Portugal ชายหาดที่เริ่มแรกเป็นที่ตั้งของบาร์เล็กๆ ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อปี 1808 แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับชายหาด Barra ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางตอนกลางของประเทศ ชายหาดดังกล่าวรายล้อมด้วยบ้านเรือนที่ทาสีในแนวตั้งโดยเลือกสีสันสดใสสลับกับขาวอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้บริเวณดังกล่าวยัง
เป็นสถานที่พักผ่อนที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเล่นกีฬาทางน้ำ อาทิ เรือใบ วินด์เซิร์ฟ และกระดานโต้คลื่น

วิธีการเดินทางมา: ใช้รถบัสท้องถิ่นต่อมาจากเมือง Aveiro ซึ่งสามารถมาได้ทางรถบัสและรถไฟจากเมืองใหญ่ของโปรตุเกสอย่าง Porto

Costa Nova do Prado

Wrocław, Poland

Rynek we Wrocławiu หรือจัตุรัสกลางเมือง Wrocław เมืองใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ Poland ไม่ไกลจากพรมแดนสาธารณรัฐเช็ก ศูนย์กลางการค้าของเมืองที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแห่งนี้มีขึ้นตั้งแต่ยุคกลางเพื่อเป็น
ศูนย์รวมของชาวเมือง อาคารที่สร้างขึ้นรอบๆ จัตุรัสปะปนกันด้วยหลากหลายสไตล์ซึ่งแปลกตาอย่างยิ่ง ว่ากันว่าอาคารที่เรียงรายด้วยสีสันสะดุดตานี้ช่วยทำให้ชาวเมืองมีชีวิตชีวามากขึ้นและเป็นสถานที่ที่ได้ชื่อว่ามีสีสันสดใสที่ตัดกันไปมาได้อย่างลงตัวที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นที่ว่าการเมืองในสถาปัตกรรมแบบโกธิคซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองที่ตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว

วิธีการเดินทางมา: เนื่องจากเป็นเมืองใหญ่ทำให้เดินทางมาได้สะดวกทุกวิธีทั้งเครื่องบิน รถไฟ และรถบัส ซึ่งมีทั้ง
เส้นทางระหว่างประเทศและเส้นทางภายในประเทศ โดยรถไฟด่วนจากกรุง Warsaw ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 40 นาที

Wrocław

Poznań, Poland

Domki Budnicze หรือ Merchant’s House ตั้งอยู่ที่ Stary Rynek หรือ Old Market Square ของเมือง Poznań เมืองสำคัญริมแม่น้ำ Ostrów Tumski ทางตะวันตกของประเทศ Poland อาคารในสไตล์เรอเนสซองส์ที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 ตรงบริเวณทิศใต้ของ Ratusz หรือที่ว่าการเมืองแห่งนี้โดดเด่นจากสีสันและลวดลายเฉพาะตัวที่อยู่บนผนัง รวมทั้งขนาดความกว้างของแต่ละห้องที่ไม่เท่ากัน บางห้องแคบมากเป็นพิเศษจนไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ได้ ซึ่งเป็นที่สะดุดตาของผู้คนเป็นอย่างมาก อาคารแต่ละหลังเคยเป็นร้านขายสินค้าของบรรดาพ่อค้า ไม่ว่าจะเป็นขายปลา เทียนไข และเกลือ โดยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารเหล่านี้ได้รับความเสียหายพอสมควร แต่ก็มีการสร้างขึ้นมาใหม่อย่างพิถีพิถันให้อยู่ในรูปแบบเดิม กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นร้านขายสินค้าที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ที่นักท่องเที่ยวมักจะแวะมาเยี่ยมเยียนเสมอ

วิธีการเดินทางมา: ด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองเมืองหลวงอย่างกรุง Warsaw ของโปแลนด์ และกรุง Berlin ของเยอรมนี เมืองดังกล่าวจึงเดินทางมาได้อย่างสะดวกทางรถไฟ โดยใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมงครึ่ง – 3 ชั่วโมง

Poznań

Stavanger, Norway

ถนน Øvre Holmegate ใจกลางย่านเมืองเก่าของเมือง Stavanger เมืองใหญ่อันดับ 4 ของประเทศ Norway ในเขตเทศมณฑล Rogaland ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ บริเวณ downtown ของเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่สำคัญที่จะต้องไปเยือน เพราะประกอบด้วยอาคารไม้สไตล์นอร์วีเจียนหลากสีสันสวยงาม ไม่ว่าจะเป็น ฟ้าน้ำทะเล ชมพู และเขียวหลากโทน ที่บูรณะขึ้นใหม่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 โดยส่วนมากแล้วอาคารไม้เหล่านี้จะเป็นร้านค้าและร้านอาหาร รวมทั้งเป็นที่ตั้งของ Tourist Information อีกด้วย

การเดินทางมา: สามารถเดินทางมาได้หลากหลายวิธี ทั้งเครื่องบินที่มีไฟลท์ภายในและระหว่างประเทศมากมาย รถบัสที่เชื่อมต่อมาจากหัวเมืองใหญ่ของประเทศ รถไฟที่มีมาจากกรุง Oslo แต่ใช้เวลาค่อนข้างนาน และเรือเฟอร์รี่ที่มาจากเดนมาร์กและเมืองท่องเที่ยวชื่อดังของนอร์เวย์อย่าง Bergen

Stavanger

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต