เกร็ดควรรู้สำหรับไป “เที่ยวเอง” ที่ไอซ์แลนด์

จากที่ได้ไปเยือนประเทศที่กำลังมาแรงมากๆ ในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่าง “ไอซ์แลนด์” มาเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จึงอยากสรุปเกร็ดน่ารู้ต่างๆ (เท่าที่นึกออกและจำได้) เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับใช้วางแผน เตรียมตัว และใช้ชีวิตอยู่ที่ไอซ์แลนด์มาให้รับทราบกันครับ แม้บางข้ออาจรู้กันอยู่แล้ว แต่ก็ถือเป็นการทบทวนไปในตัวนะครับ

1. ในไอซ์แลนด์ใช้เงินสกุล Icelandic Krona หรือ ISK (เทียบเป็นเงินบาทง่ายๆ คือ เอาเงิน ISK หาร 3) ซึ่งต้องนำเงินสกุลหลัก เช่น ยูโร ดอลล่าร์ ไปแลกที่นั่น โดยแลกได้ที่สนามบินนานาชาติ Keflavik ตลอด 24 ชั่วโมง (สนามบินภายในประเทศ Reykjavíkurflugvöllur หรือ Reykjavík Airport (RKV) ซึ่งมีไฟลท์บินจากประเทศใกล้เคียง ไม่มีที่ให้แลกเงิน) และที่ธนาคารต่างๆ ภายในเมืองซึ่งเปิดให้บริการทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น.

2. สภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวนโดยเฉพาะชายฝั่งทางใต้ของประเทศ ภายในเวลา 15 นาทีสามารถมีได้ 3-4 ฤดู เช่น ฝนตก แดดออก ลูกเห็บถล่ม หิมะตก เป็นต้น ดังนั้นจึงควรเตรียมชุดกันหนาวแบบจัดเต็มไปไว้ก่อน และควรเป็นผ้าแบบไม่ชื้นแฉะ ยิ่งถ้าแจ็คเก็ตตัวนอกเป็นแบบมีฮู้ดสวมศีรษะได้ยิ่งดี

3. นอกจากอุปกรณ์กันหนาวมาตรฐานทั่วไป เช่น เสื้อกันลม, heattech, long john แล้ว ของใช้จำเป็นที่ขาดไม่ได้คือรองเท้าเดินป่า เพราะช่วยให้เดินป่าเขาได้ง่ายขึ้น ป้องกันการลื่นได้ดี รวมทั้งไฟฉายสำหรับเป็นตัวช่วยเพิ่มแสงสว่างในที่มืดจัดซึ่งมีประโยชน์มากในการถ่ายภาพแสงเหนือ

4. ราคาอาหารในร้านธรรมดา main course เมนูละ 1,500-2,200 ISK ร้านชั้นดีราคา main course เมนูละ 3,500-5,000 ISK แต่ถ้าซื้อวัตถุดิบในซูเปอร์มาร์เก็ตที่หาได้ในเขตเมืองหรือหมู่บ้าน แล้วมาทำกันเองราคาต่อหัวจะถูกกว่าไม่ต่ำกว่า 50%

5. น้ำประปาสามารถดื่มได้เลยโดยต้องเติมจากก๊อกน้ำเย็น แต่ราคาน้ำเปล่า (ส่วนมากเป็นน้ำแร่) ขวด 1.5 ลิตร ราคาขั้นถูกอยู่ที่ประมาณ 140 ISK

6. ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละเกือบ 190 ISK ส่วนค่าแท็กซี่ในกรุงเรคยาวิกเริ่มต้นที่ 600 ISK โดยราคาจะขึ้นครั้งละ 50 ISK ในประมาณทุกๆ 200 เมตร

7. ควรเช่ารถที่มีน้ำหนักมากหน่อยเพราะลมค่อนข้างแรง และถ้าเป็นแบบ 4WD ได้จะยิ่งดี รวมทั้งถ้าไปช่วงหน้าหนาว ต้องเช็คล้อรถว่าเป็นล้อสำหรับขับบนหิมะแล้วหรือยังด้วย

8. ถนนในไอซ์แลนด์ค่อนข้างแคบ แม้เป็นเส้น ring road ซึ่งเป็นถนนสายหลักใช้วิ่งรอบเกาะก็ยังมีแค่ 2 เลนตลอดสาย ทำให้ต้องระมัดระวังเวลาจะแซงหรือตอนมีรถใหญ่ขับสวนมา อีกทั้งยังมีการจำกัดความเร็วตลอด ในเขตเมือง 30-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกเขตเมือง 60-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงต้องคอยดูป้าย speed limit เวลาขับให้ดี

9. ถนนบริเวณนอกเขตเมืองไม่มีเสาไฟข้างทางตลอดทาง ถ้าขับในเวลากลางคืนต้องดูแสงสว่างจากเสาสีเหลืองข้างทางที่จะสะท้อนแสงตามแนวถนนอยู่แล้ว

10. อย่างที่บอกว่าสภาพอากาศที่ไอซ์แลนด์แปรปรวนได้เสมอ ดังนั้นจึงต้องเปิดไฟสูงหน้ารถตลอดเวลาแม้จะเป็นช่วงกลางวันก็ตาม

11. ควรตรวจสอบสภาพอากาศบ่อยๆ โดยเช็คได้ที่เว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยาไอซ์แลนด์ คือ en.vedur.is ซึ่งอัพเดทรายชั่วโมงและค่อนข้างแม่นยำ นอกจากนี้ยังสามารถดูทำนายการเกิดแสงเหนือได้ที่หัวข้อ Aurora forecasts อีกด้วย ถ้าเห็นพื้นที่ไหนเป็นสีเขียวคือมีเมฆมาก ไล่ไปจนถึงสีขาวคือท้องฟ้าปลอดโปร่ง

12. เดือนกันยายน-เมษายนเป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือได้มาก โดยจะได้เห็นหรือไม่ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ ความปลอดโปร่งของท้องฟ้า ยิ่งไม่มีเมฆเลยยิ่งเห็นได้ชัดขึ้น กับค่าความแรงของแสงเหนือที่เรียกว่าค่า KP ซึ่งมีตั้งแต่ 1-9 ตัวเลขมากยิ่งแรง และอย่างน้อยค่า KP ต้อง 3 ขึ้นไปถึงจะมีโอกาสเห็น

13. การถ่ายภาพแสงเหนือให้ชัดจำเป็นต้องมีขาตั้งกล้อง ปรับโหมดเป็น AV หรือ M ซึ่งต้องใช้ความรู้เรื่องตั้งค่าต่างๆ ในการถ่ายภาพ เช่น ค่า F, ISO, shutter speed (แต่เนื่องจากผมไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพจึงขอไม่พูดถึงรายละเอียดและเทคนิคการถ่ายภาพนะครับ เพราะก็ใช้การลองผิดลองถูกเหมือนกัน)

14. ถ้าเป้าหมายหลักไม่ได้ต้องการไปเพื่อล่าถ่ายรูปแสงเหนือแบบจริงจังก็ไม่จำเป็นต้องเช่ารถบ้าน เพราะค่าเช่ารถทั่วไปบวกค่าโฮสเทลรวมๆ แล้วพอๆ กัน (ในกรณีไป 4-5 คน และอยู่ 8-10 วัน)

15. สนามบิน Keflavik มีขนาดไม่ใหญ่ เก้าอี้ค่อนข้างแข็งและแคบ ดังนั้นถ้าคิดจะนอนค้างสนามบิน (เพราะไฟลท์ส่วนมากออกจากไอซ์แลนด์ช่วงเช้าตรู่) ก็ควรพกที่นอนไปรองพื้นด้วย แต่ถ้าให้แนะนำคือไม่ควรนอนค้างคืนที่สนามบินจะดีกว่า โดยให้เลือกโรงแรมที่อยู่ใกล้สนามบินแทน

shutterstock_134701229

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

Comments

comments