เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 3 “Tallinn – Pärnu” 2 เมือง 2 อารมณ์ของ Estonia

เที่ยวเอง รีวิว ทัลลินน์ แปร์นู เอสโตเนีย tallinn parnu estonia

ทริปเที่ยวเอง Finland และ 3 ประเทศกลุ่มบอลติก Estonia, Latvia, Lithuania

photo credit: www.tauck.com

คืนเมื่อวานเรานั่งเรือเฟอร์รี่จาก Helsinki มาถึง Tallinn และพักค้างคืนที่ Hotel Euroopa ใกล้ท่าเรือ

อ่านรีวิวได้จากลิ้งค์นี้ครับ
เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 2 มินิมอล “Helsinki” เรียบ ง่าย แต่ดูดี มีสไตล์

3 วันแรกของทริป เราใช้ชีวิตอยู่ในแลปแลนด์ตามรีวิวนี้
เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 1 แสงเหนือสุดฟิน อินชีวิตแบบแลปแลนด์ นอนกลาสอิกลู ที่ “Kakslauttanen Arctic Resort”

วันนี้คือวันแรกที่เราจะเที่ยว 3 ประเทศกลุ่มบอลติก ได้แก่ Estonia, Latvia และ Lithuania ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ที่อยากค้นหาเดสทิเนชั่นเที่ยวแปลกใหม่บ้างครับ 😀

เริ่มต้นประเทศแรกที่ Estonia ก่อนเลย

ผมเคยมาเที่ยว Tallinn เมืองหลวงของเอสโตเนียแล้วเมื่อ 6 ปีก่อน แต่ครั้งนั้นได้เที่ยวแค่เมืองเดียวเอง แล้วค้างคืนบนเรือข้ามทะเลไปสวีเดนเลย คราวนี้กลับมาอีกทีจึงขอไปเที่ยว Pärnu เพิ่มอีกเมืองละกันครับ

อ่านรีวิวเที่ยว Tallinn ครั้งแรกได้ตามนี้ครับ
ตะลุยเดี่ยว..เที่ยวเอง “สแกนดิเนเวีย” ตอนที่ 2 “Estonia” เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรป

photo credit: www.wordtravels.com

รีวิวนี้ถือเป็นการอัพเดทข้อมูลต่างๆ สำหรับเที่ยว Tallinn ให้ตรงกับปัจจุบันมากขึ้นและบอกวิธีการเดินทางไปเมืองอื่นๆ ทั้งภายในเอสโตเนียและออกไปยังประเทศลัตเวียด้วยครับ

อย่างที่บอกไปแล้วว่าผมเคยมาเที่ยว Tallinn แล้วครั้งนึง ครั้งนี้เลยวางแผนเที่ยวแค่ครึ่งวันพอเพราะยังจำทางได้หมด ไม่ต้องเสียเวลาหาทางเดินที่บางช่วงในเมืองเก่าก็แอบงงนิดๆ นะ

8 โมงเช้า ออกจาก Hotel Euroopa ใกล้ท่าเรือซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือนอกเขตเมืองเก่า Tallinn

photo credit: www.rohrmannspace.net

เดินไปทางขวาตามถนน Paadi แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนใหญ่ชื่อ Ahtri ผ่าน Eesti Arhitektuurimuuseum (Museum of Estonian Architecture) ตรงไปอีกนิดแล้วข้ามถนนเดินไปทางยอดแหลมสูงของโบสถ์ในเขตเมืองเก่า

เดินผ่าน Mälestusmärk Katkenud liin (“The Broken Line” monument) ในสวน Margareeta aed ไปไม่ไกลก็ถึง Eesti Meremuuseum ซึ่งเป็นทางเข้า Vanalinn หรือเมืองเก่าของทัลลินน์ทางทิศเหนือ (ระยะทางจากโรงแรมราว 900 เมตร)

เดินลอดโค้งประตู Eesti Meremuuseum (Estonian Maritime Museum) หรือพิพิธภัณฑ์ทางทะเลแห่งเอสโตเนียซึ่งอยู่ในป้อมอิฐทรงกลมขนาดใหญ่เรียกว่า Paks Margareeta (Fat Margaret) เข้าสู่เมืองเก่า

เดินตามถนน Pikk เลี้ยวขวาเข้าถนน Tolli ตรงไปที่ถนน Lai มองไปทางซ้ายก็เห็น Oleviste kirik (St. Olav’s Church) โบสถ์เก่าแก่ที่เชื่อกันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 เป็นโบสถ์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของทัลลินน์มียอดสูงถึง 159 เมตร ซึ่งสูงที่สุดในโลกในระหว่างปีค.ศ. 1549-1625

เดินย้อนกลับไปนิดหน่อยแล้วเลี้ยวซ้ายเดินตามแนวกำแพงเมืองฝั่งตะวันตกและป้อมโบราณที่เรียกว่า Eppingi Torni ไปจนถึงสวน Tornide väljak ถ้าเดินเข้าไปในสวนตรงไปที่ถนนใหญ่แล้วเลี้ยวซ้ายเดินตรงอีกราว 400 เมตรก็จะถึงสถานีรถไฟ Balti jaam (Baltic Station)

เดินเข้าถนน Suurtüki กลับไปที่ถนน Lai มองไปทางซ้ายเห็นโบสถ์ Oleviste

เลี้ยวขวาเดินตามถนน Lai ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการเดินเที่ยวในเมืองเก่าไปทางทิศใต้ของเมือง ไม่ไกลก็ถึงถนน Nunne เลี้ยวซ้ายไปเจอสี่แยกที่มีป้ายบอกทางไป Raekoja plats ก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Pikk

เดินอีกนิดก็เลี้ยวขวาเข้าถนน Kinga ไปยัง Raekoja plats หรือ Town Hall Square จัตุรัสกลางเมืองซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางการค้าขายประจำเมือง

จัตุรัสเมืองเก่าแห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากองค์การ UNESCO เมื่อปีค.ศ. 1997 รอบๆ จัตุรัสเต็มไปด้วยอาคารเก่าสไตล์อาร์ตนูโวและโกธิค

อาคารที่สำคัญที่สุดคือ Tallinna raekoda (Tallinn Town Hall) ที่ว่าการเมืองที่สร้างในสไตล์โกธิคมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ที่ยอดมีรูปปั้นทหารน่ารักๆ ชื่อว่า Vana Toomas และมีสัญลักษณ์มังกรสีเขียวสวมมงกุฎประดับอยู่เหนือกำแพงโดยเชื่อกันว่าเป็นมังกรผู้ปกป้องคุ้มครองเมือง

ที่ว่าการเมืองเปิดให้เข้าชมไม่แน่นอน เช็ควันและเวลาเปิด-ปิดได้ที่ Tallinn Town Hall opening hour
ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 5 ยูโร

หอคอยเปิดให้ขึ้นชมทุกวันระหว่างวันที่ 15 พ.ค.-15 ก.ย. ยกเว้นวันที่ 23-24 มิ.ย. และวันหยุดอื่นๆ ตั้งแต่ 11.00-18.00 น. ค่าขึ้นชมสำหรับผู้ใหญ่อายุ 16 ขึ้นไปราคา 3 ยูโร

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Tallinn Town Hall Tower

ทางทิศเหนือของจัตุรัสตรงกันข้ามกับที่ว่าการเมืองเป็นที่ตั้งของ Raeapteek (Town Hall Pharmacy) ร้านขายยาที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปที่ยังคงเปิดทำการอยู่ เปิดขายยามาตั้งแต่ปีค.ศ. 1422

เดินลอดประตูโค้งข้าง Raeapteek ไปก็เห็น Eesti Ajaloomuuseum (Estonian History Museum) พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติเอสโตเนีย หรือชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Great Guild Hall (Suurgildi Hoone)

กลับเข้าไปที่จัตุรัสเมืองเก่าอีกครั้ง เดินไปทางซ้ายเข้าถนน Vanaturu kael ที่มุมจัตุรัสด้านข้างที่ว่าการเมือง

ถ้าตรงไปก็จะออกนอกเมืองเก่าและเดินกลับโรงแรมได้ เดี๋ยวเราค่อยมากลับทางนี้ครับ เลี้ยวขวาเข้าถนน Vana turg ตรงไปหน่อยแล้วเลี้ยวขวาเดินตามถนน Kuninga ผ่านสี่แยกแรกก็เห็น Tourist Information ตรงต่อไปยัง Niguliste kirik (St. Nicholas’s Church) โบสถ์แห่งนี้ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Eesti Kunstimuuseum ไปแล้ว

เลยโบสถ์ไปมีทางขึ้นเนินเขาที่ถนน Lühike Jalg ขึ้นบันไดลอดประตูโค้งไปก็คือบริเวณที่เรียกว่า Taani kuninga aed หรือ Danish King’s Garden

เดินผ่านทางเข้าไปก็เห็น Aleksander Nevski katedraal (Alexander Nevsky Cathedral) วิหารสำคัญในสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียนออร์โธด็อกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในทัลลินน์ตั้งอยู่บนเนินเขา Toompea ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ Raekoja plats โบสถ์หลังนี้สร้างขึ้นโดยคำบัญชาของพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ออกแบบและก่อสร้างโดย Mikhail Preobrazhensky ช่างหลวงจากเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กโดยใช้ศิลปะแบบรัสเซียในระหว่างปีค.ศ. 1894-1900 ซึ่งในขณะนั้นเอสโตเนียยังตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิรัสเซีย ด้านบนของโบสถ์มีหอระฆังใหญ่ที่มีระฆังอยู่ 11 ใบ รวมทั้งระฆังใบใหญ่ที่สุดในทัลลินน์ซึ่งมีน้ำหนักถึง 15 ตัน

อาคารสีชมพูพาสเทลตรงข้ามกับโบสถ์คือ Toompea loss (Toompea Castle) หรืออาคารรัฐสภาของเอสโตเนียสร้างอยู่บนป้อมปราการเก่าซึ่งเคยเป็นฐานบัญชาการของกองกำลังต่างชาติในช่วงที่ผลัดกันเป็นเจ้าผู้ปกครองแผ่นดินเอสโตเนีย อาคารด้านหน้าเป็นอาคารศิลปะแบบบารอคสีหวานแหววนี้ดูไม่เหมือนเป็นหน่วยงานราชการเลย 55

ถ้าเดินไปที่สวนด้านข้างของรัฐสภาซึ่งอยู่ทางซ้ายมือจะมองเห็น Pikk Hermann หรือ Tall Hermann’s Tower ซึ่งเป็นหอคอยที่มีธงชาติเอสโตเนียปลิวไสวอยู่บนยอด

จากด้านหน้า Toompea loss เดินตรงตามถนน Toom-Kooli ไปยัง Toomkirik (Cathedral of Saint Mary the Virgin) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม Dome Church เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของเอสโตเนียสร้างโดยสถาปนิกชาวเดนส์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ภายในมีสุสานหินอ่อนของชู้รักพระนางแคทเธอรีนที่ 2 แห่งรัสเซียซึ่งแกะสลักไว้อย่างงดงาม ที่พื้นหน้าประตูทางเข้าโบสถ์เป็นที่ตั้งของสุสาน Otto Johann Thuve ที่ได้ชื่อว่าเป็นดอนฮวนแห่งเอสโตเนียที่เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เป็นคนมากรักเจ้าชู้กับผู้หญิงมากมาย ภายหลังได้สำนึกผิดก่อนเสียชีวิตจึงสั่งให้คนนำร่างของเขามาฝังไว้ที่หน้าโบสถ์เพื่อให้คนเหยียบย่ำเป็นการไถ่บาปและจะสมหวังในเรื่องความรัก

เลี้ยวขวาผ่านหน้าโบสถ์ไปยัง Kiriku plats

แล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปเข้าถนน Rahukohtu ทางขวามือ เดินอีกไม่ไกลก็ถึงจุดชมวิว Patkuli Vaateplatvorm ซึ่งสามารถมองเห็น Toompark ที่อยู่ด้านล่างและทิวทัศน์ของกรุงทัลลินน์ได้อย่างทั่วถึง แม้แต่ยอดโบสถ์ Oleviste kirik ก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจน

เดินกลับจัตุรัสกลางเมืองเก่า Raekoja plats โดยเดินกลับไปที่ Kiriku plats ตรงเข้าถนน Piiskopi ไปทางด้านหลังของ Aleksander Nevski katedraal

เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Pikk Jalg เดินลงทางลาดไม่ชันมากไม่นานก็จะถึงสี่แยกตรงถนน Nunne ที่ผ่านมาแล้ว เดินเข้าถนน Voorimehe ก็จะกลับไปยังจัตุรัสเมืองเก่า Raekoja plats

ออกจากจัตุรัสเมืองเก่าทางถนน Vanaturu kael ที่มุมจัตุรัสด้านข้างที่ว่าการเมืองเหมือนเดิม สังเกตป้ายบอกทางไป Viru värav แล้วตรงเข้าถนน Viru ไปยัง Viru värav

Viru värav (Viru Gate) คือประตูเมืองเก่าที่มีกำแพงเมืองและหอคอยโบราณอยู่สองข้าง ที่หน้าประตูมีงานหินแกะสลักรูป The Kiss บริเวณนี้จึงถูกเรียกว่า “เนินแห่งความรัก Kiss” เพราะในอดีตเมื่อมีการเดินทางระหว่างเมือง ชาวเมืองจะมาส่งและจูบลากันที่นี่

ก่อนถึงประตู Viru เลี้ยวซ้ายซ้ายเข้าถนน Müürivahe ถนนเลียบกำแพงเมืองเก่าซึ่งถูกรักษาไว้ตามแบบดั้งเดิม แถวนี้เป็นแหล่งขายของราคาถูกพวกเสื้อผ้าสิ่งทอต่างๆ ตามแนวกำแพงเมือง

ตรงไปไม่ไกลก็เลี้ยวซ้ายลอดโค้งประตูไปเดินเล่นถ่ายรูปที่ Katariina käik (St. Catherine’s Passage)

ทะลุไปออกที่ถนน Vene เลี้ยวซ้ายเดินวนกลับไปเข้าถนน Viru ตรงออกจากเขตเมืองเก่าทางประตูเมืองทิศตะวันออก Viru värav (Viru Gate) ไปที่ถนนใหญ่ซึ่งเป็นจุดตัดกันของทางรถรางหลายเส้น ตรงนี้เรียกว่า Viru väljak

เลี้ยวซ้ายเดินตามทางรถรางกลับไปถึงสามแยกใหญ่เดิมที่เดินผ่านมาตอนออกจากโรงแรมเข้าเมืองเก่า เลี้ยวขวาเดินตามถนน Ahtri กลับโรงแรม (ระยะทางราว 1 กิโลเมตร)

จริงๆ Tallinn ยังมีที่เที่ยวสำคัญอีกแห่งอยู่ในเขตชานเมืองชื่อว่า Kadriorg (Kadriorg asum) ทางทิศตะวันออกห่างจาก Raekoja plats ประมาณ 2 กิโลเมตร นั่นคือ Kadrioru loss-Kunstimuuseum

ตอนมา Tallinn ครั้งแรกผมเคยไปมาแล้ว ครั้งนี้จึงขอตัดออกจากโปรแกรม เอาเวลาที่ต้องใช้ไปเที่ยวเมือง Pärnu แทนดีกว่า 🙂

แต่ถ้าจะไป Kadriorg ก็ควรซื้อ Tallinna 1 päeva e-pilet (Tallinn 1 day e-ticket) ซึ่งเป็นบัตร Smartcard (Ühiskaart) ราคา 3 ยูโร ใช้โดยสารรถสาธารณะของทัลลินน์ได้ไม่จำกัดภายใน 24 ชั่วโมง สามารถหาซื้อได้ที่ R-kiosk ทั่วไป ที่ทำการไปรษณีย์, Balti Jaama Selver ติดกับสถานีรถไฟ Balti jaam, สถานีรถบัส Tallinna Bussijaam เป็นต้น

ข้อมูลเพิ่มเติม
ตั๋วรถรางและรถเมล์แบบเที่ยวเดียวราคา 2 ยูโร เมื่อซื้อจากคนขับรถ ถ้าซื้อ Smartcard (Ühiskaart) ราคา 2 ยูโร (ใช้ร่วมกันได้ 6 คน) ต้องเติมเงินขั้นต่ำ 2 ยูโร เมื่อโดยสารรถรางหรือรถเมล์จะตัดเงินจากบัตรครั้งละ 1.10 ยูโร แต่สามารถต่อรถอื่นได้ภายใน 1 ชั่วโมง

อ่านข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับค่าโดยสารประเภทต่างๆ ที่ Tallinn transportation
อัพเดทราคาตั๋วรถโดยสารได้ที่ Tallinn transportation fares

วิธีการเดินทางไป Kadriorg

จากจัตุรัสเมืองเก่า Raekoja plats เดินไปที่ Viru värav (Viru Gate) ออกนอกประตูเมืองเก่าทางทิศตะวันออกตรงไปที่ถนนใหญ่ตรง Viru väljak เลี้ยวขวาแล้วข้ามถนน (ระยะทางประมาณ 500 เมตร) ไปขึ้นรถรางสาย 3 ที่ป้าย Viru

หรือ เดินออกจากจัตุรัสเมืองเก่าทางถนน Mündi เลี้ยวขวาเข้าถนน Pikk ย้อนกลับไปทางทิศเหนือ ตรงไปราว 600 เมตรผ่านป้อมของ Eesti Meremuuseum ออกนอกเขตเมืองเก่าไปที่ถนน Mere Puiestee ขึ้นรถรางสาย 1 จากป้าย Linnahall

เช็คเส้นทางรถสาธารณะของทัลลินน์ได้ที่ Tallinn transportation routes

photo credit: www.visittallinn.ee

นั่งรถรางไปลงสุดสายที่ป้าย Kadriorg เดินตรงข้ามสี่แยกไปจะมีป้ายบอกทางไป Kadrioru loss-Kunstimuuseum เดินตามถนน Weizenbergi ประมาณ 10 นาที มองไปทางซ้ายก็จะเห็น Kadrioru loss-Kunstimuuseum หรือ Kadriorg Palace and Art Museum คือพระราชวังฤดูร้อนที่สร้างโดยพระเจ้า Tsar Peter ที่ 1 ในศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมผลงานศิลปะไว้มากมาย

พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมในเดือนพ.ค.-ก.ย. วันอังคาร, พฤหัสบดี, อาทิตย์ 10.00-18.00 น. วันพุธ 10.00-20.00 น. เดือนต.ค.-เม.ย. วันพุธ 10.00-20.00 น., วันพฤหัสบดี-อาทิตย์ 10.00-17.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 6.50 ยูโร

เช็ควันและเวลาเปิด-ปิดได้ที่ Kadriorg Palace and Art Museum opening hours
อัพเดทค่าเข้าชมได้ที่ Kadriorg Palace and Art Museum entrance fee

จากตรงนี้สามารถเดินทะลุสวนตรงตามทางจักรยานไปที่อ่าวทัลลินน์ ระยะทางประมาณ 800 เมตร ก็จะเห็น Russalka-mälestussammas (Russalka Memorial) อนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงลูกเรือชาวรัสเซีย 170 คนที่เสียชีวิตจากพายุในปีค.ศ. 1893 ตั้งอยู่ใกล้ทะเล

เดินต่ออีกไม่ไกลก็จะถึงทะเลบอลติกส่วนหนึ่งของหาด Pirita ชายหาดตากอากาศที่มีหาดทรายสีขาวยาว 3 กิโลเมตรอยู่ในเขต Pirita linnaosa (Pirita District) 1 ใน 8 เขตปกครองของทัลลินน์

ขากลับเข้าเมือง นั่งรถเมล์สาย 5 ที่ป้ายหน้ารถเขียนว่า Narva Mnt จากป้าย Lauluväljak ฝั่งทะเล ประมาณ 5 นาทีก็ลงที่ถนน Narva Maantee ถนนสายธุรกิจของเมือง ต่อรถรางสาย 2 กลับไปลงที่ป้าย Linnahall หน้าประตูทางเข้าเมืองเก่าทางทิศเหนือ

อ่านรีวิว Tallinn ครั้งแรกได้จากรีวิวที่ให้ลิ้งค์ไว้แล้วตอนต้นนะครับ

จบการเที่ยวทัลลินน์ครึ่งวันเช้า ต่อไปเราจะนั่งรถบัสไปเมือง Pärnu ตอนเที่ยงครึ่ง

ตอนแรกเราจะออกจากโรงแรมตอน 11 โมงครึ่ง เดินไปทางท่าเรือเพื่อขึ้นรถเมล์สาย 2 ที่ป้าย Reisisadam D-terminal โดยซื้อตั๋วรถเมล์แบบเที่ยวเดียวราคา 2 ยูโรจากคนขับรถ นั่งไปลงที่ป้าย Autobussijaam (ประมาณ 10 นาที) แล้วเดินย้อนกลับไปที่สามแยกใหญ่ เลี้ยวซ้ายไปยังสถานีรถบัส Tallinna Bussijaam (ระยะทางราว 250 เมตร)

แต่เสียเวลากินข้าวกลางวันไปหน่อยเลยเสี่ยงไปสถานีรถบัสไม่ทันเวลารถออก จึงให้รีเซ็ปต์ชั่นของโรงแรมโทรเรียกแท็กซี่มารับไปส่งที่สถานีรถบัสเลยดีกว่า

เที่ยงตรง นั่งแท็กซี่ประมาณ 10 นาทีก็ถึงสถานีรถบัส Tallinna Bussijaam จ่ายค่ารถตามมิเตอร์ 6.75 ยูโร (ประมาณ 260 บาท)

เราซื้อตั๋วรถบัส Tallinn – Pärnu ทางออนไลน์ล่วงหน้าจาก www.tpilet.ee ราคา 7 ยูโร (280 บาท) ไว้แล้ว เดินไปรอรถที่ชานชาลาตามหมายเลขที่แจ้งไว้ในตั๋ว

12.30 น. รถบัส Lux Express Estonia AS ออกจาก Tallinn
(คันถัดไปคือรถบัสของ Taisto Liinid OÜ ออกตอน 13.30 น. ถึง Pärnu 15.25 น. เกือบมืดพอดี เดินเที่ยวชมเมืองไม่ทัน)

รถบัสคือวิธีการเดินทางภายในเอสโตเนียและออกไปยังรัสเซียและลัตเวียที่ดีกว่ารถไฟ มีรอบรถเยอะกว่า ราคาไม่ต่างกันเท่าไหร่ อย่างคันนี้ของบริษัท Lux Express มี Wi-Fi ให้เล่นฟรีตลอดทางด้วย

นั่งรถไปทางทิศใต้ของประเทศไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็ถึงสถานีรถบัส Pärnu Bussijaam ในเวลา 14.20 น.

photo credit: commons.wikimedia.org

เข้าไปซื้อตั๋วรถบัส Pärnu – Rīga รอบ 08.50 น. สำหรับเดินทางพรุ่งนี้เช้าก่อนเลย ค่าตั๋ว 16  ยูโร
(ถ้าเต็มก็มีเวลาอื่นอีกคือ 07.50 และ 09.50 น.)

เช็คตารางเวลารถบัสของเอสโตเนียได้ที่ www.tpilet.ee

ออกจากห้องขายตั๋วเดินไปทางขวาจนถึงสี่แยกใหญ่ก็เลี้ยวขวาเข้า Rüütli tänav ถนนสายหลักตรงเข้าไปยังศูนย์กลางเมือง ระหว่างทางมองไปทางขวาก็เห็น Seegi Maja (the Almshouse) อาคารหลังเก่าแก่ที่สุดของเมืองที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1658 แต่เดิมเคยเป็นโรงทานของโบสถ์ Holy Spirit ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงเป็นโรงแรม St. Peterburg และร้านอาหาร Seegi Maja

เช็คอินเข้าพักที่ Studio28 Boutique Rooms ใกล้หัวมุมถนน Rüütli กับ Pühavaimu ห้องพักคืนนี้ราคา 59.31 ยูโร (ประมาณ 1,170 บาท) ไม่มีอาหารเช้า ถูกกว่าพักที่ Tallinn อีกคืนเยอะเลย

เดินเที่ยวชม Pärnu เมืองใหญ่อันดับที่ 4 ของประเทศเอสโตเนีย
ตัวเมืองแปร์นูตั้งอยู่ริม Pärnu Jõgi หรือ แม่น้ำ Pärnu และ Pärnu lath (Pärnu Bay) ริมทะเลบอลติก เป็นเมืองรีสอร์ทและสปาสำหรับพักผ่อนตากอากาศในช่วงฤดูร้อนที่สำคัญของประเทศจนได้ชื่อว่าเป็น Summer Capital of Estonia เรามาช่วงนี้จึงผิดฤดูไปเยอะเลย 555

บริเวณที่ไฮไลต์ไว้คือศูนย์กลางเมืองซึ่งเล็กนิดเดียวเอง

ออกจากที่พัก เดินไปทางขวานิดเดียวก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนแคบๆ ชื่อ Uus ตรงไปแค่ 100 เมตรก็ถึง Pärnu raekoda (Pärnu Town Hall) อาคารที่ว่าการเมืองที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1797 เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันตั้งแต่ 09.00-18.00 น.

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit Pärnu Town Hall

เลยไปอีกนิดคือ Katariina kirik (St. Catherine’s Church) หรือ Jekateriina kirik โบสถ์ศิลปะบาโรคแห่งนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ. 1768

เดินย้อนไปที่ที่ว่าการเมืองแล้วเลี้ยวขวาเดินตามถนน Nikolai tänav ไปทางยอดแหลมของโบสถ์ Eliisabeti kirik กลับไปเจอถนน Rüütli อีกครั้ง

เดินตรงต่อไปยัง Eliisabeti kirik (Eliisabet’s Church) โบสถ์เก่าแก่ที่สร้างเสร็จในปีค.ศ. 1750 นี้คือสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์ที่โดดเด่นที่สุดในยุคบาโรคของเอสโตเนีย โบสถ์แห่งนี้เป็นสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ตสำหรับผู้หลงใหลในเสียงดนตรี

เลี้ยวขวาเข้าถนน Kuninga เดินไปถ่ายรูปโบสถ์ Eliisabeti kirik ซึ่งเป็นมุมเอกลักษณ์ของเมืองแปร์นู

ยังไม่มืดเลย เปิด google map เดินไปชายทะเลก็ได้แม้ว่าจะมาในช่วง low season ก็ตาม 55 (ไม่มีรถเมล์ไปนะครับ ต้องขับรถหรือเดินประมาณ 1 กิโลเท่านั้น)

เดินผ่านอาคาร Pärnu mudaravila ไปที่ Hedon SPA & HOTEL เดินไปอีกด้านของโรงแรมก็ถึงชายหาด Pärnu rannapromenaad ของทะเลบอลติกแล้ว

เดินกลับเข้าเมืองไปที่ถนน Rüütli เลี้ยวขวาเดินกลับที่พัก ก่อนเข้าห้องพักแวะกินมื้อเย็นที่ร้าน Rüütlihoov สั่งเมนูชื่อว่า Sealiha seenekastmega เป็นหมูกับซอสเห็ดช็องปิญอง มื้อนี้จ่ายไปแค่ 8.20 ยูโร รวมเครื่องดื่มครับ

คืนนี้ได้นอนเร็วหน่อย พรุ่งนี้เช้าจะไปประเทศที่ 3 ของทริปนี้แล้ว นั่นก็คือ Latvia

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

Comments

comments