เที่ยวสวิสหน้าร้อน ย้อนรอยประวัติศาสตร์อันตราตรึงใจ

เที่ยวเอง รีวิว สวิส สวิตเซอร์แลนด์ swiss switzerland

ย้อนไปเมื่อ 8 ปีก่อน ผมเคยเดินทางไปเที่ยวที่สวิตเซอร์แลนด์ครั้งหนึ่งแล้วโดยไปในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิราวปลายเดือนเมษายนต่อต้นพฤษภาคม การเดินทางในครั้งนั้นช่วยคลายข้อสงสัยว่าทำไมประเทศเล็กๆ ทางตอนกลางของยุโรปแห่งนี้จึงเป็นจุดหมายในฝันของผู้คนทั่วโลก ความมหัศจรรย์ของทิวทัศน์และความบริสุทธิ์ของธรรมชาติยังคงติดอยู่ในความทรงจำเหมือนเพิ่งผ่านมาไม่นานและคิดอยู่เสมอว่ายังไงจะต้องกลับมาเยือนประเทศนี้เพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ อีกให้ได้

คราวนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ได้กลับมาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง โดยเป้าหมายในครั้งนี้คือการสัมผัสบรรยากาศในหน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ชาวสวิสหลายคนยืนยันว่างดงามที่สุด และอย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศนี้มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับราชวงศ์ไทยมายาวนาน การเดินทางตามรอยสถานที่ทางประวัติศาสตร์จึงเป็นอีกใจความหลักของการเดินทางครั้งนี้

การเดินทางเข้าสวิตเซอร์แลนด์ต้องมีวีซ่าเชงเก้นโดยสามารถยื่นผ่าน TLScontact ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมเอกสารแล้วส่งต่อไปยังสถานทูตเพื่อพิจารณา เอกสารที่ใช้เป็นไปตามมาตรฐานของการขอวีซ่าเชงเก้นทั่วไป
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ch.tlscontact.com

ครั้งนี้เราเดินทางด้วยสายการบินแห่งชาติสวิตเซอร์แลนด์คือ SWISS (Swiss Air) ซึ่งมีไฟลท์บินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่สนามบิน Zürich ทุกวัน โดยไฟลท์ขาออกจากเมืองไทยจะออกในช่วงเที่ยงและเดินทางถึง Zürich ช่วงหัวค่ำ แน่นอนว่าข้อดีคือไปถึงแล้วได้นอนพักก่อน 1 คืนทำให้วันรุ่งขึ้นเที่ยวได้อย่างสดชื่น แต่ข้อเสียคือต้องบินยาว 10 กว่าชั่วโมงช่วงกลางวันนั่นเอง ส่วนไฟลท์ขากลับบินข้ามคืนมาถึงเมืองไทยช่วงเช้าจึงนอนหลับยาวได้ไม่เป็นปัญหา

1_Swiss 2_Swiss

หลังพักค้างคืนที่โรงแรม Radisson Blu Hotel Zurich Airport 1 คืน ช่วงเช้าก็ได้เวลาเริ่มต้นเที่ยว ผมจำได้ว่าครั้งก่อนที่มา Zürich อากาศอึมครึมฝนตกปรอยๆ ตลอดทั้งวันทำให้ไม่ได้รู้สึกประทับใจเมืองศูนย์กลางเศรษกิจแห่งนี้มากนัก

3_Hotel

เรามุ่งหน้าไปที่ Zürich Enge (See) ท่าเรือหลักริมทะเลสาบ Zürichsee ทางทิศใต้ของเมืองเพื่อเดินเล่นชมวิวชิลล์ๆ ยามเช้าริมทะเลสาบ

5_Zurich 6_Zurich

จากนั้นไปต่อที่ FIFA World Football Museum พิพิธภัณฑ์ลูกหนังใหม่ล่าสุดที่เปิดให้บริการเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2016 บนเนื้อที่กว่า 38,000 ตารางฟุต ที่อาคาร 10 ชั้น ภายในบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวฟุตบอลในทุกแง่มุมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน พร้อมระบบ interactive ที่ให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมอีกด้วย เรียกว่าคอฟุตบอลไม่ควรพลาดจริงๆ ครับ

ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่อายุเกิน 15 ปี ราคา 24 CHF (1 CHF เท่ากับประมาณ 35 บาท)

การเดินทางสามารถใช้รถรางสาย 5, 6, 7 ไปที่สถานี Bahnhof Enge หรือรถรางสาย 13, 17 ไปที่สถานี Bahnhof Enge/Bederstrasse

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.fifamuseum.com

7_FIFA 8_FIFA

การเดินทางระหว่างเมืองในสวิตเซอร์แลนด์ด้วยรถไฟนั้นสะดวกมากเพราะระบบทุกอย่างเชื่อมต่อกันเป็นอย่างดี โดยสามารถเช็คเส้นทาง เวลา และค่ารถไฟได้ที่ www.sbb.ch

ช่วงสายเดินทางมุ่งหน้าสู่เมือง Chur (คูร์) เมืองเล็กริมฝั่งแม่น้ำไรน์ทางตะวันออกของประเทศ หนึ่งในเมืองเก่าแก่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่าก่อตั้งมาแล้วราว 3,500-3,900 ปีก่อนคริสตกาล เรามาที่เมืองนี้เพื่อแวะพักรับประทานอาหารกลางวันและเป็นจุดตั้งต้นสำหรับการนั่งรถไฟชมวิวสาย Rhaetian ขึ้นภูเขาความสูงกว่า 1,800 เมตรไปยังเมือง Arosa (อโรซา)

9_Chur 10_Chur 11_Chur 12_Chur

เชื่อว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้อาจยังไม่เป็นที่รู้จักของคนไทยมากนัก แต่สำหรับชาวสวิสแล้วเมืองนี้นับเป็นจุดหมายด้านการท่องเที่ยวอันดับต้นของประเทศ โดยโรงแรมในเมืองส่วนมากจะเปิดแค่ช่วงหน้าร้อนกับหน้าหนาวเท่านั้น ช่วงหน้าร้อนผู้คนนิยมเดินทางมาพักผ่อนเพราะอากาศเย็นสบายกำลังดี ส่วนหน้าหนาวก็มาเล่นสกีตามสไตล์

นอกจากนี้ เมืองดังกล่าวยังเป็นสถานที่ทรงโปรดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งทรงประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปีพ.ศ. 2483 พร้อมด้วยสมเด็จย่าและพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เนื่องจากเป็นสถานที่เล่นกีฬาฤดูหนาวที่เหมาะสำหรับการเริ่มฝึกหัด

ต้องบอกว่าตลอดเวลา 1 ชั่วโมงบนรถไฟที่เราโชคดีได้นั่งโบกี้แบบเปิดประทุนนั้นเป็นอะไรที่สุดยอดมาก วิวทุ่งหญ้าเขียวขจี สลับด้วยสะพานข้ามหุบเขา รวมไปถึงอุโมงค์ต่างๆ ทำให้เพลิดเพลินได้แบบไม่มีเบื่อ

13_toArosa 14_toArosa 15_toArosa 16_toArosa 17_toArosa 18_toArosa 19_toArosa 20_Arosa

เราพักที่โรงแรม Arosa Kulm Hotel & Alpin Spa ซึ่งเป็นโรงแรมที่รัชกาลที่ 9 และสมาชิกราชวงศ์ทรงเคยประทับหลายครั้งเมื่อเสด็จเยือนเมืองนี้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่โรงแรมยังให้เกียรติพาชมห้องที่พระองค์ทรงเคยประทับซึ่งเป็นห้องพักสำหรับแขกวีไอพีโดยเฉพาะอีกด้วย ทำให้ได้สัมผัสเรื่องราวความผูกพันธ์ระหว่างราชวงศ์ไทยกับสถานที่นี้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ

21_Arosa 22_Arosa 23_Arosa

นี่คือห้องพักของผมและวิวสุดอลังการในตอนเช้า

24_Arosa 25_Arosa

เมื่อมาถึงเมือง Arosa แล้ว อีกกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือการนั่งกระเช้าจากสถานีรถไฟหลักขึ้นไปยังยอดเขา Aroser Weisshorn บนระดับความสูง 2,653 เมตรจากระดับน้ำทะเล ใช้เวลาราว 30 นาที ในวันที่อากาศแจ่มใส จากจุดนี้สามารถมองเห็นวิวยอดเขาในสวิสได้มากกว่า 400 ยอดเลยทีเดียว ในช่วงหน้าร้อนจุดนี้เป็นเส้นทาง hiking เหมาะแก่การผจญภัย ส่วนช่วงหน้าหนาวกลายเป็นทางสกียอดนิยม ผมเป็นสายชมวิวเลยนั่งมองวิวสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชุ่มปอดก็อิ่มใจแล้ว

26_Aroser-Weisshorn 27_Aroser-Weisshorn 28_Aroser-Weisshorn 29_Aroser-Weisshorn 30_Aroser-Weisshorn 31_Aroser-Weisshorn

เช้าวันต่อมา นั่งรถไฟลงเขาตามเส้นทางเดิมกลับไปที่เมือง Chur อีกครั้ง แล้วเดินทางต่อสู่เมือง Andermatt (อันเดอร์แมท) เมืองเล็กๆ แต่ชื่อเสียงโด่งดังเพราะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาขึ้นรถไฟสายโรแมนติก “Glacier Express” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรถไฟที่วิ่งช้าที่สุดในโลกและเป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝันจะได้สัมผัสสักครั้งในชีวิต เราก็อยากนั่งรถไฟสายนี้ชมวิวเหมือนกันโดยจะใช้เมืองนี้เป็นจุดตั้งต้นของการเดินทางไปยังปลายทางคือเมือง Zermatt (เซอร์แมท) ทางตอนใต้ของประเทศ ใกล้พรมแดนอิตาลี

32_Andermatt 33_Andermatt

ความจริงรถไฟสายนี้วิ่งเชื่อมระหว่าง St. Moritz – Zermatt ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางถึง 8 ชั่วโมง เราจึงตัดตอนย่นระยะทางมาขึ้นที่ Andermatt แทน จึงใช้เวลาเดินทางบนรถไฟราว 3 ชั่วโมง แต่นับว่าเป็น 3 ชั่วโมงในความทรงจำจริงๆ เพราะวิวสองข้างทางที่มองได้อย่างชัดเจนผ่านหน้าต่างบานใหญ่ยักษ์นั้นงดงามราวภาพวาด แถมด้วยความสะดวกสบายอันครบครันในขบวนที่ช่วยให้การเดินทางได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น

ข้อแนะนำคือให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าทางออนไลน์เพราะเป็นขบวนยอดฮิตที่มาซื้อหน้างานอาจเต็มหรือไม่ได้รอบที่ต้องการ โดยถ้ามี Swiss Pass จะนั่งรถไฟสายนี้ได้เช่นกัน แต่ต้องเสียค่าจองเพิ่ม หน้าหนาวราคา 13 CHF หน้าร้อนราคา 33 CHF

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.rhb.ch/en

34_Glacier-Express 35_Glacier-Express 36_Glacier-Express 37_Glacier-Express 38_Glacier-Express 39_Glacier-Express

เดินทางมาถึงเมือง Zermatt ในช่วงเย็นเลยทำได้แค่เดินเล่นชมวิวในเมืองเท่านั้นครับ เมืองท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เชิงเขา Matterhorn ยอดเขาแหลมสูงชันสัญลักษณ์ของสวิตเซอร์แลนด์อันโด่งดัง โดยได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ปราศจากมลภาวะอย่างแท้จริงเพราะห้ามนำเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเข้าไปในตัวเมืองเด็ดขาด แท็กซี่คล้ายรถกระป๋องที่วิ่งไปมาในเมืองเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งสิ้น

ครั้งนี้เป็นการมา Zermatt ครั้งที่ 2 ของผม สำหรับผม Zermatt ยังคงให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายตา สบายใจจากบรรยากาศเมืองที่ดูเป็นมิตร บ้านไม้สไตล์สวิสชาเล่ต์ที่ตกแต่งระเบียงด้วยพุ่มดอกไม้สีสดตั้งลดหลั่นกันไปตามแนวระดับเนินเขา แม้นักท่องเที่ยวขวักไขว่แต่ไม่ได้ดูวุ่นวายเร่งรีบ ชีวิตผู้คนยังคงเรียบง่ายและกลมกลืนกับธรรมชาติรอบตัว

40_Zermatt 41_Zermatt 42_Zermatt

สำหรับใครที่อยากได้วิวมุมสูง แนะนำให้เดินมาขึ้นลิฟท์ที่สถานีเคเบิ้ล Zermatt ZBAG-zsb ทางตะวันออกของเมือง โดยเดินเข้าไปในสถานีจนสุดทาง เลี้ยวซ้ายจะเห็นลิฟท์ 3 ตัวเรียงกันอยู่ เมื่อออกจากลิฟท์ก็เลี้ยวขวาเดินตามถนนสายหลักลงเนินไปหน่อยก็มีวิวให้ถ่ายภาพได้เรื่อยๆ แล้วครับ

43_Top-Zermatt 44_Top-Zermatt 45_Top-Zermatt 46_Top-Zermatt 47_Top-Zermatt

เช้าวันต่อมาได้เวลาขึ้นไปใกล้ชิดยอดเขา Matterhorn ให้มากขึ้นแล้ว ครั้งก่อนที่มาที่นี่เคยขึ้นนั่งรถไฟสาย Gornergrat Bahn ขึ้นไปจนสุดทางที่สถานี Gornergrat บนความสูงระดับ 3,089 เมตรมาแล้ว ครั้งนี้เลยมุ่งมั่นไปชมวิวมุมอื่นแทนครับ สุดท้ายเลยเลือกไปชมวิวทะเลสาบ Riffelsee ที่ต้องเดินลงเขาจากสถานี Rotenboden ไปประมาณ 5-10 นาที

ถ้าอยากชมวิวยอดเขา Matterhorn จากจุดนี้ควรมาในช่วงฤดูร้อนราวเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมซึ่งน้ำในทะเลสาบไม่เป็นน้ำแข็งค่อนข้างแน่ โดยให้มาในช่วงเช้าหรือสายเพราะจะเห็นเงา Matterhorn สะท้อนผิวน้ำที่ต้องบอกว่า “สวยตะลึง” ของจริง แต่อย่าถึงขั้นสวยจนหยุดหายใจนะครับเพราะอากาศข้างบนค่อนข้างเบาบางอาจทำให้เหนื่อยง่ายกว่าปกติอยู่แล้ว

สำหรับค่าตั๋วรถไฟขึ้นเขาสาย Gornergrat Bahn ราคาไป-กลับ 94 CHF ถ้ามี Swiss Pass สามารถใช้ลดราคาได้ 50%

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.gornergratbahn.ch/en

48_Matterhorn 49_Matterhorn 50_Matterhorn 51_Matterhorn 52_Matterhorn 53_Matterhorn 54_Matterhorn 55_Matterhorn

หลังชมวิว Matterhorn เสร็จ ช่วงบ่ายเราเดินทางขึ้นไปทางเหนือกันต่อที่เมือง Aigle (เอเกลอะ) เมืองเล็กๆ ในรัฐ Vaud ทางตะวันตกของประเทศที่โอบล้อมด้วยพื้นที่ไร่องุ่นขนาดใหญ่ เมืองนี้มีชื่อเสียงจาก Château d’Aigle หรือ Aigle Castle ป้อมปราการปราสาทโบราณยุคศตวรรษที่ 12 ซึ่งเดิมเป็นของท่านเคาท์แห่งราชวงศ์ซาวอย ภายหลังถูกใช้เป็นคุกไว้จองจำนักโทษกว่าร้อยปีในยุคสมัยหนึ่ง

ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในทวีปยุโรป ถ้าใครชอบใครอินเรื่องไวน์ไม่ควรพลาดเพราะด้านในบอกเล่ารายละเอียดทุกแง่มุมไว้อย่างครบถ้วน แถมด้วยบรรยากาศในปราสาทที่ดูทึมๆ วังเวงได้อารมณ์สุดๆ ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 11 CHF

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.lake-geneva-switzerland.com

56_Aigle 57_Aigle 58_Aigle 59_Aigle 60_Aigle

เดินทางต่อขึ้นไปทางทะเลสาบ Geneva (Léman) เลียบริมน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อไปยังเมือง Lausanne (โลซานน์) เมืองริมทะเลสาบเจนีวาบรรยากาศสุดสบายซึ่งได้ชื่อว่ามีความสำคัญสำหรับชาวไทยเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นเมืองที่เคยเป็นที่ประทับของราชวงศ์มหิดล เราพักค้างคืนที่โรงแรม Movenpick 2 คืน หลังเช็คอินเรียบร้อยก็ออกไปเดินเล่นชมวิวริมทะเลสาบเจนีวา

61_Lausanne 62_Lausanne 63_Lausanne 64_Lausanne 65_Lausanne 66_Lausanne 67.1_Lausanne 67_Lausanne

ช่วงเช้าเราเริ่มเที่ยวในเมืองโลซานน์ เริ่มจาก Thai pavilion หรือศาลาไทยที่ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะ Denantou ริมทะเลสาบเจนีวา ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนฯ ราชสุดาได้เสด็จฯ ไปทรงเปิดเมื่อปี 2009 เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างราชอาณาจักรไทยและสหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ เดินต่ออีกหน่อยก็ถึงรูปปั้นลิง 3 ตัวที่อยู่ในอิริยาบถปิดหู ปิดปาก ปิดตา อันเป็นสถานที่ทรงโปรดของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

68_Thai-Pavillion 69_Thai-Pavillion

70_Thai-Pavillion

จากนั้นไปต่อที่แฟลตเลขที่ 16 บนถนน Tissot ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระธิดา และพระราชโอรส 2 พระองค์เมื่อครั้งก่อนการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้อยู่ในความครอบครองส่วนบุคคล การจะถ่ายรูปจึงต้องไม่เป็นที่รบกวนความเป็นส่วนตัวของเจ้าของโดยเด็ดขาด

71_Flat

เข้าสู่เขตเมืองเก่า เดินชมเมืองเริ่มจาก Château Saint-Maire คฤหาสน์โบราณที่ในหลวง ร.9 เสด็จเยี่ยมพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ จากคำทูลเชิญเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 1960 แต่โชคไม่ดีที่ปิดซ่อมคลุมทั้งอาคารเลยมองไม่เห็นอะไรครับ

เดินต่อตามถนน Rue Cité-Devant ที่มองไปเห็นยอดโบสถ์ Lausanne Cathedral ลงเนินแล้วเลี้ยวขวาลงบันไดเข้าไปด้านในของ Palais de Rumine อาคารสวยงามที่สร้างขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในสไตล์ Florentine Renaissance ที่ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัย ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์

72_Palais-de-Rumine 73_Palais-de-Rumine 74_Palais-de-Rumine

ช่วงบ่าย เราได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจากการท่องเที่ยวโลซานน์ (Lausanne Tourism) ที่เชิญไปฟังการบรรยายของคุณ Lysandre C. Seraidaris บุตรชายคนเล็กของ Cleon C. Seraidaris พระอาจารย์ส่วนพระองค์ ผู้เขียนหนังสือ “King Bhumibol and the Thai Royal Family in Lausanne” ณ Ecole Nouvelle de la Suisse Romande โรงเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเข้าศึกษาซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างมากและเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้รับฟังคำบอกเล่าเรื่องราวอันน่าประทับใจในอดีตจากผู้ใกล้ชิดพระองค์โดยตรง

75_Ecole 76_Ecole 77_Ecole 78_Ecole

หลังการบรรยายเสร็จสิ้น คุณ Lysandre ได้ให้เกียรติอย่างสูงด้วยการพาไปยัง Villa Vadhana หรือวิลล่าวัฒนาซึ่งในอดีตเป็นพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ปัจจุบันเจ้าของบ้านได้รื้อบ้านหลังนี้เนื่องจากสภาพทรุดโทรมและสร้างใหม่เป็นอพาร์ทเมนต์ 3 ชั้นสำหรับให้เช่าพักอาศัย ตั้งชื่อว่า “อาคารเลขที่ 51” ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลจึงไม่ควรก่อความรบกวนรำคาญให้กับเจ้าของเช่นเดียวกับบ้านพักเลขที่ 16

79_Villa 80_Villa 81_Villa

ช่วงเย็นยังพอมีเวลาเหลือ เราเลยเดินทางเลียบริมทะเลสาบเจนีวาไปยังเมือง Vevey (เวอเวย์) เมืองรีสอร์ทตากอากาศสุดสบายริมทะเลสาบเจนีวา เดินเล่นชิลล์ๆ ตามถนน Quai Perdonnet ดูชีวิตผู้คนในหน้าร้อนที่ออกมาอาบแดด พายเรือ เล่นน้ำ และรับประทานอาหารกันอย่างครึกครื้น โดยสัญลักษณ์ของที่นี่หนีไม่พ้น Fork of Vevey ส้อมสแตนเลสขนาดยักษ์ความสูง 8 เมตร กว้าง 1.3 เมตรในทะเลสาบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Alimentarium พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารและประวัติของ Nestlé ใกล้กันยังมีรูปปั้นของ Charlie Chaplin ให้ถ่ายรูปเล่นด้วย

82_Vevey 83_Vevey 84_Vevey 85_Vevey 86_Vevey

ย้อนกลับมาที่เมือง Saint-Saphorin (แซงต์-ซาโฟแร็ง) เมืองในเขต Lavaux ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกองุ่นตามหน้าผาเลียบริมทะเลสาบเจนีวาอันโด่งดัง จุดชมวิวมุมสูงของเมืองต้องเดินขึ้นไปที่ถนน Sentier des Rondes ที่พอเดินไปถึงแล้วเห็นวิวถึงกับต้องร้องว้าวในทันที จริงๆ เรามาเมืองนี้เพื่อรับประทานอาหารเย็นที่ร้าน Auberge de l’Onde ซึ่งเป็นร้านอาหารท้องถิ่นสไตล์สวิสที่รัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเป็นอย่างมาก

87_Saint-Saphorin 88_Saint-Saphorin 89_Saint-Saphorin 90_Saint-Saphorin 91_Saint-Saphorin 92_Saint-Saphorin

เช้าวันสุดท้ายของทริปต้องรีบตื่นเช้าหน่อยเพราะต้องเดินทางไกลกลับไปขึ้นเครื่องบินกลับไทยที่ Zürich ตอนเย็น เราออกเดินทางแต่เช้าตรู่มุ่งหน้าสู่กรุง Bern (เบิร์น) เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 800 ปี และเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ทั้งยังเป็น 1 ใน 10 เมืองคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลกเมื่อปี 2010 อีกด้วย

กรุงเบิร์นในวันนี้กับเมื่อ 8 ปีก่อนยังคงสวยงามมากเหมือนเดิม โดยสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองนี้ส่วนมากอยู่ตามถนนเส้นหลักที่เริ่มจาก Zytglogge หอนาฬิกาโบราณอายุกว่า 800 ปีซึ่งเป็นอีกสัญลักษณ์สำคัญของเมืองนี้ เดินตรงตามถนน Kramgasse ที่เต็มไปด้วยร้านภาพวาดและร้านขายของเก่าไปเรื่อยๆ จะเห็น Einsteinhaus บ้านหมายเลข 49 ซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกอย่าง Albert Einstein ที่ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมได้

93_Bern 94_Bern

พอเดินตรงมาถึงแยกถนน Kreuzgasse ถ้าเลี้ยวซ้ายจะเป็นที่ตั้งของ Rathaus หรือที่ว่าการเมือง ถ้าเลี้ยวขวาจะเป็นด้านหลังของ Berner Münster มหาวิหารสำคัญของเมืองที่โดดเด่นด้วยหอคอยสไตล์โกธิคสูง 100.6 เมตร ถ้าเดินตรงตามถนน Gerechtigkeitsgasse ก็จะถึงสะพาน Nydeggbrücke ข้ามแม่น้ำ Aare ไปก็เป็นที่ตั้งของ Bärengraben หรือบ่อหมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมือง

95_Bern 96_Bern 97_Bern 98_Bern

เราเคยมาเบิร์นแล้วจึงเดินเล่นแค่นิดเดียวพอครับ เดินทางต่อมุ่งหน้าไปยังอีกสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ไทย นั่นคือ วัดศรีนครินทรวรารามแห่งเมือง Gretzenbach (เกรทเซนบาค) ซึ่งอยู่ระหว่างทางไป Zürich อยู่แล้ว วัดดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและเป็นวัดสาขาของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม โดยได้รับพระราชทานนามเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1993 ปัจจุบันเป็นศูนย์เผยแพร่และศึกษาพระพุทธศาสนา ทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติสำหรับพุทธศาสนิกชนที่อาศัยอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

99_Wat 100_Wat

บ่ายกว่าๆ เราเดินทางถึงเมือง Zürich โดยยังพอมีเวลาอีกนิดก่อนไปสนามบิน จึงขอเดินเที่ยวชมเมืองนี้อีกครั้งเพราะอากาศแจ่มใสเป็นใจเหลือเกิน แม้เขตเมืองจะมีขนาดใหญ่แต่เขตเมืองเก่าที่เป็นจุดท่องเที่ยวหลักนั้นสามารถเดินได้ถึงกันหมดครับ

จากสถานีรถไฟกลาง Zürich HB เดินตรงตามถนน Bahnhofquai เลียบแม่น้ำ Limmat ไปเรื่อยๆ จะมีทางบันไดขึ้นไปยังสวน Lindenhof ซึ่งเป็นจุดชมวิวชื่อดังที่สุดของเมือง

101_Zurich 102_Zurich

เดินตรงลงเนินต่อไปตามถนน Pfalzgasse ตามทางที่เห็นยอดหอคอยโบสถ์ก็มาถึง St. Peterskirche ซึ่งเป็น 1 ใน 4 โบสถ์สำคัญในเขตเมืองเก่าของซูริคที่โดดเด่นจากนาฬิกาที่ได้ชื่อว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป

จากนั้นเดินตรงต่อเข้าสู่ถนน Münsterhof ก็เห็น Kirche Fraumünster โบสถ์สำหรับผู้หญิงที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 853 เลี้ยวซ้ายไปทางสะพาน Münsterbrücke มองข้ามไปก็คือ Grossmünster โบสถ์สถาปัตยกรรมสไตล์โรมาเนสก์ซึ่งได้ชื่อว่ามีชื่อเสียงที่สุดของเมือง

103_Zurich 104_Zurich 105_Zurich 106_Zurich 107_Zurich

เรามีเวลาไม่เยอะครับจึงเดินเที่ยวชมเมืองได้เท่านี้ก่อนไปสนามบินที่อยู่ห่างออกไป 10-15 นาทีทางรถไฟ ไฟลท์ของสายการบิน SWISS จะออกในช่วง 6 โมงเย็นซึ่งถือว่าเวลาดีมากเพราะขึ้นเครื่องไปกินอาหารแป๊บเดียวก็สามารถหลับยาวข้ามคืน ตื่นมาอีกทีก็ใกล้ถึงเมืองไทยแล้ว ผมชอบไฟลท์เวลาแบบนี้มาก เรียกได้ว่าปิดท้ายทริปอย่างฟินสุดๆ ^^

*Special Thanks: Swiss Tourism, SWISS, Lausanne Tourism, Express Holiday, Kuoni

108_Airport

Comments

comments