เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 4 “Rīga – Rundāles pils” ลัตเวียมีดีไม่แพ้รัสเซีย

เที่ยวเอง รีวิว ริก้า บาอุสก้า รุนดาเล ลัตเวีย riga bauska rundales pils latvia

ทริปเที่ยวเอง Finland และ 3 ประเทศกลุ่มบอลติก Estonia, Latvia, Lithuania

photo credit: www.tauck.com
วันที่ 7 ของทริป แต่เป็นวันเที่ยววันที่ 6

เช้านี้เราจะออกเดินทางจากเมือง Pärnu ของเอสโตเนียเข้าสู่ประเทศที่ 3 ของทริปและเป็นอีกหนึ่งประเทศที่แยกตัวออกจากสหภาพโซเวียตหรือประเทศรัสเซียในปัจจุบัน นั้นก็คือ Latvia”

ตามไปชม 2 เมืองของประเทศเอสโตเนียได้ที่
เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 3 “Tallinn – Pärnu” 2 เมือง 2 อารมณ์ของ Estonia

photo credit: socioecohistory.wordpress.com

ย้อนกลับไปอ่านรีวิวประเทศแรกของทริปคือ Finland ได้จาก
เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 1 แสงเหนือสุดฟิน อินชีวิตแบบแลปแลนด์ นอนกลาสอิกลู ที่ “Kakslauttanen Arctic Resort”
เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 2 มินิมอล “Helsinki” เรียบ ง่าย แต่ดูดี มีสไตล์

ออกจากที่พักเดินตามถนน Rüütli ทางออกเมืองแล้วเลี้ยวซ้ายไปสถานีรถบัส Pärnu Bussijaam (ระยะทาง 250 เมตร) เพื่อขึ้นรถบัสไป Rīga เมืองหลวงของประเทศลัตเวียตอน 08.50 น. เราซื้อตั๋วรถบัส Pärnu – Rīga ไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ค่าตั๋ว 16  ยูโร

เช็คตารางเวลารถบัสของเอสโตเนียและค่าตั๋วได้ที่ www.tpilet.ee

นั่งรถบัสของ Lux Express Estonia AS ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง รถก็เข้าจอดสุดทางที่สถานีรถบัส Rīgas Starptautiskā autoosta (Rīgas SAO) ในเวลา 11.25 น.

เข้าไปฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่ที่รับฝากในอาคารสถานี ค่าฝากกระเป๋าน้ำหนัก 10-30 กก. ชั่วโมงแรก 1.50 ยูโร ชั่วโมงต่อไปชั่วโมงละ 0.50 ยูโร เราน่าจะฝากไม่เกิน 6 ชั่วโมง = 4 ยูโร

ข้อมูลจาก www.autoosta.lv

ก่อนออกจากสถานีแวะซื้อตั๋วรถบัสไป Bauska เย็นนี้รอบ 17.50 น. ให้เรียบร้อยซะก่อน ตั๋วรถบัส Rīga – Bauska ราคา 3.05 ยูโรครับ

เช็คตารางเวลารถบัสและค่าตั๋วได้ที่ Latvia bus หรือ Latvia bus timetable

พร้อมแล้ว ไปเที่ยวชม Rīga กันเลย

กรุงริก้าคือเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศลัตเวียตั้งอยู่ที่บริเวณอ่าวริก้าริมฝั่งทะเลบอลติกและแม่น้ำ Daugava และเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศ Baltic ซึ่งประกอบด้วยประเทศ Estonia, Latvia และ Lithuania ริก้าขึ้นชื่อเรื่องความวิจิตรของบ้านเรือนสถาปัตยกรรมสไตล์ Jugendstil หรือ German Art Nouveau ในศตวรรษที่ 19 โดยเขตประวัติศาสตร์ของเมืองได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก สถานที่สำคัญๆ ก็อยู่ในบริเวณเมืองเก่านี้นี่เอง

photo credit: suburbanlatvialink.com

ออกจากสถานีรถบัส Rīgas Starptautiskā autoosta (Riga International Coach Terminal) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขตเมืองเก่าริก้า เลี้ยวซ้ายเดินลอดใต้สะพานรถไฟไปก็เจอสี่แยกถนนใหญ่ชื่อว่า 13. Janvāra iela ลอดอุโมงค์ข้ามถนนตรงใต้เส้นทางรถรางไปขึ้นที่ถนน Vaļņu iela ที่อยู่ข้างหน้าก็เข้าสู่ Vecrīga (Old Riga) เขตเมืองเก่าซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ Daugava

photo credit: partners.liveriga.com

เดินไปทางทิศเหนือแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Audēju iela ด้านข้างของห้าง Galerija Centrs

ตรงไปราว 150 เมตรก็เลี้ยวขวาเข้าถนน Skārņu iela ตรงไปไม่ไกลก็ถึงด้านหลังของ Svētā Pētera Evaņģēliski luteriskā baznīca (St. Peter’s Church)

โบสถ์คริสต์ลูเทอรันที่สร้างขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 13 เพื่ออุทิศแด่ Saint Peter แห่งนี้มีความสูงถึง 72 เมตร นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดของเมือง

สามารถขึ้น Skatu Tornis หรือหอนาฬิกาของโบสถ์ไปชมวิวทั่วกรุงริก้าซึ่งเป็นมุมถ่ายรูปเอกลักษณ์ได้ในวันอังคาร-เสาร์ ระหว่างเดือนก.ย.-เม.ย. เปิดตั้งแต่ 10.00-18.00 น. วันอาทิตย์ 12.00-18.00 น. เดือนพ.ค.-ส.ค. วันอังคาร-เสาร์เปิด 10.00-19.00 น. วันอาทิตย์เปิด 12.00-19.00 น. ต้องซื้อตั๋วก่อนเวลาปิด 1 ชั่วโมง ปิดทุกวันจันทร์ ค่าขึ้นชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 9 ยูโร แต่ป้ายหน้าโบสถ์เขียนแตกต่างเล็กน้อย

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit St. Peter’s Church

ขึ้นลิฟท์ไปยังยอดโบสถ์เพื่อถ่ายภาพวิวมุมกว้างของกรุงริก้าที่ดูเผินๆ ก็ใกล้เคียงกับวิวกรุงสต็อกโฮล์ม ของสวีเดนเหมือนกันนะครับ

อาคารหลังคาโค้งหลายหลังที่เห็นอยู่ด้านหลังสถานีรถบัสคือ Rīgas Centrāltirgus (Riga Central Market) ตลาดกลางของริก้าแห่งนี้คือตลาดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปมีพื้นที่ถึง 72,300 ตารางเมตร และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO เมื่อปีค.ศ. 1998 พร้อมกับเขตเมืองเก่าของริก้า

ลงจากหอนาฬิกา เดินตรงไปแล้วเลี้ยวขวานิดนึงและเลี้ยวซ้ายไปยัง Rātslaukums (Town Hall Square) จัตุรัสกลางเมืองที่ตั้งของ Melngalvju nams (House of the Blackheads) บ้านเก่าแก่ที่เริ่มต้นสร้างในศตวรรษที่ 14 เพื่อกลุ่ม Brotherhood of Blackheads สมาคมช่างฝีมือและพ่อค้าแม่ค้าชาวเยอรมันที่ไม่ได้แต่งงานในริก้า ตัวบ้านถูกทำลาย 2 ครั้งโดยกองทัพเยอรมันและโซเวียต ก่อนได้รับการบูรณะในช่วงปีค.ศ. 1995-1999 ที่ด้านหน้าของ Melngalvju nams มีรูปปั้นของ St. Roland นักบวชผู้อุปถัมภ์ดูแลเมืองตั้งอยู่

แต่ตอนนี้บางส่วนอยู่ระหว่างซ่อมแซมอยู่ เลยเยินๆ เล็กน้อยครับ

ตรงข้ามกับ Melngalvju nams (House of the Blackheads) คือ Rīgas Dome (Riga City Council) อาคารที่ว่าการเมืองริก้าที่สร้างในสไตล์นีโอคลาสสิกในศตวรรษที่ 17

เดินไปทางขวาแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Tirgoņu iela ด้านข้าง Rīgas Dome แวะกินซูชิที่ร้าน Tokyo City ก่อน

จากนั้นเดินเข้าถนน Krāmu iela ตรงไปยังยอดของ Rīgas Doms (Riga Cathedral) วิหารแห่งริก้าที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1211 โดย bīskaps Alberts (Albert of Riga หรือ Albert of Livonia) บิสช็อปผู้ปกครองเมืองในสมัยนั้น โบสถ์ Evangelical Lutheran แห่งนี้คือแลนด์มาร์คสำคัญของเมือง

เดินเข้าถนน Herdera laukums ด้านข้างวิหารแห่งริก้า ตรงต่อเข้าถนน Bīskapa gāte ไปทางแม่น้ำ Daugava ก็ถึง Triangula Bastions (Triangular Bastions) อาคารกระจกทันสมัยที่สร้างครอบซากป้อมปราการป้องกันเมืองเก่าจากสงคราม ที่นี่มีลานชมวิวแม่น้ำ Daugava เข้าชมได้ฟรีตั้งแต่ 09.00-22.00 น.

เดินไปทาง Vanšu tilts สะพานแขวนข้ามแม่น้ำประมาณ 400 เมตร ทางขวามือคือด้านหลังของ Rīgas pils (Riga Castle) ปราสาทริก้าที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1330 ในอดีตเคยใช้เป็นป้อมปราการป้องกันประเทศ ปราสาทได้รับการปรับปรุงหลายครั้งจนถึงทศวรรษที่ 1930 ปัจจุบันเป็น Valsts Prezidenta kanceleja หรือบ้านพักของประธานาธิบดีของลัตเวีย

เดินอ้อมไปยังด้านหน้าปราสาทริก้า

ลัดสวนไปทางเชิงสะพานแขวนแล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Krišjāņa Valdemāra iela ที่เชิงสะพาน ตรงไปอีกราว 200 เมตร ก่อนข้ามคลอง Pilsētas kanāls ก็เห็น Latvijas Nacionālais teātris (Latvian National Theatre) โรงละครที่ใหญ่ที่สุดของลัตเวีย

จากจุดนี้ ถ้าเลี้ยวขวาเดินเข้าไปในสวนริมคลองไม่ไกลเท่าไหร่ก็จะถึง Brīvības piemineklis (Freedom Monument) แต่เราจะเดินไปชมอาคารสวยงามของเมืองที่ถนน Elizabetes iela และ Alberta iela กันก่อนแล้วค่อยเดินไปที่อนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพครับ

เดินผ่านโรงละครแห่งชาติข้ามคลองตรงตามถนน Krišjāņa Valdemāra iela ต่อไปจนเข้าสู่เขต Centrs ประมาณ 600 เมตรก็ถึง Park Esplanāde ทางขวามือ เลยไปอีกนิดเป็นที่ตั้งของอาคาร Latvijas Nacionālais mākslas muzejs (Latvian National Museum of Art) พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมผลงานทางศิลปะตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 ไว้มากกว่า 52,000 ชิ้น

ตรงต่อที่สี่แยกแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Elizabetes iela เดินชมอาคารสไตล์อาร์ทนูโวที่ถนนสายนี้

เลี้ยวขวาที่สี่แยกเข้าถนน Antonijas iela ถึงสามแยกก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Alberta iela ชมอาคารสไตล์อาร์ทนูโวอันงดงามวิจิตรที่พลาดไม่ได้

เดินไปสุดถนนแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Strēlnieku iela ตรงไปข้ามถนนแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Kalpaka bulvāris เดินเลียบสวน Kronvalda parks และ Park Esplanāde ตรงไปเรื่อยๆ เลี้ยวขวาไปก็ถึงด้านหลังของ Brīvības piemineklis (ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร)

photo credit: suburbanlatvialink.com

Brīvības piemineklis (Freedom Monument) คืออนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เหล่าทหารที่เสียชีวิตในระหว่างสงครามประกาศอิสรภาพของลัตเวียในช่วงปีค.ศ. 1918-1920

จาก Brīvības pieminekļa laukums จัตุรัสกว้างด้านหน้าของอนุสาวรีย์ เดินข้ามคลองกลับไปยังเขตเมืองเก่า ถ้าเดินตรงเข้าถนน Kaļķu iela ไปราว 400 เมตรก็จะกลับไปยัง Rātslaukums (Town Hall Square) อีกครั้ง

แต่เราเลี้ยวซ้ายเดินตามรางรถรางของถนน Aspazijas bulvāris ไปที่ Latvijas Nacionālā Opera (Latvian National Opera) โรงอุปราการแห่งชาติลัตเวียที่สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1918

เลี้ยวขวาเข้าถนน Teātra iela ด้านข้างของโรงโอเปร่า ตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Vaļņu iela เดินตามซอกแคบๆ ผ่านห้าง Galerija Centrs อีกครั้ง ตรงกลับทางเดิมไปที่สถานีรถบัส Rīgas Starptautiskā autoosta (Rīgas SAO) ระหว่างทางแวะซื้อขนมปังเอาไว้กินรองท้องบนรถบัส ไปถึง Bauska แล้วค่อยหาอะไรกินอีกที

เอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้แล้วไปนั่งรอรถบัสที่ชานชาลา

17.50 น. รถบัส 7480 AS “NORDEKA” ออกจากสถานีรถบัส Rīgas SAO (คันถัดไป 18.10 น.)
เช็คตารางเวลารถบัสและค่าตั๋วได้ที่ Latvia bus หรือ Latvia bus timetable

นั่งรถลงใต้ 1 ชั่วโมง 20 นาที รถบัสก็เข้าจอดสุดทางที่สถานีรถบัส Bauskas autoosta (Bauskas AO) เมือง Bauska

photo credit: www.roughguides.com

ลงจากรถหันหลังไปก็เห็น Rixwell Bauska Hotel เดินไปเช็คอินที่โรงแรม ห้องพักสำหรับ 2 คน คืนนี้โคตรถูกเลยแค่ 27 ยูโร (1,065 บาท) แต่ไม่รวมอาหารเช้าครับ

วันที่ 2 ในลัตเวีย

ออกจากโรงแรม เดินไปที่ชานชาลาด้านหลังทางสถานีรถบัส Bauskas AO

ดูป้ายว่ามีรถบัสไป Rundāles pils (Rundāle Palace) กี่โมงกันแน่เพราะที่เช็คในเว็บมาเหมือนจะมีรถรอบ 9 โมง แต่จริงๆ มันน่าจะมีแค่รอบ 11 โมง ปรากฏว่ามีรอบ 08.00 และ 11.00 น.

เหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมงเลยกว่ารถบัสจะออก เดินเที่ยวในเมือง Bauska เพื่อไม่ให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ดีกว่า

เราจะเดินไป Bauskas pils (Bauska Castle) ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถบัสประมาณ 1.5 กิโลเมตร

photo credit: planetolog.ru

เดินไปที่ด้านหน้าสถานีรถบัส ข้ามถนนไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเข้าถนนสายหลักของเมืองชื่อ Zaļā iela เดินตรงไปราว 700 เมตรก็ถึงวงเวียนหลักของเมือง ถ้าเลี้ยวขวาเดินอีกราว 400 เมตรก็จะถึงป้ายรถบัส Bauska Rātslaukums autoosta pietura ใกล้ Bauskas Rātsnams (Bauska Town Hall) ซึ่งเย็นนี้เราจะมาขึ้นรถบัสไปประเทศลิทัวเนียที่นั่น

เดินไปทางซ้ายก็เห็นยอดโบสถ์สวยงามอยู่ไม่ไกล เดินอีก 200 ก็ถึง Bauskas Svētā Georgija pareizticīgo baznīca (St. George’s Church) โบสถ์ลัตเวียนออร์โธด็อกซ์ที่สำคัญของบาอุสก้า

ตรงต่ออีกไม่ไกลก็ถึงทางเข้า Bauskas pils (Bauska Castle)

เดินเข้าไปยังตัวปราสาทบาอุสก้าซึ่งอยู่บนแหลมระหว่างแม่น้ำ Mūša และ Mēmele (Nemunėlis)

ปัจจุบันปราสาทเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์โดยมีค่าเข้าชมหลายประเภท
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit Bauska Castle

เดินกลับทางเดิมแล้วเลี้ยวขวาไปที่สะพานข้ามแม่น้ำ Mūša เพื่อถ่ายรูปปราสาทจากมุมนี้

ตอนแรกเราไม่ได้วางแผนจะเที่ยวเมืองนี้เลยครับ เราเลือกมาค้างคืนที่นี่เพื่อให้เดินทางไปพระราชวังรุนดาเลใกล้และสะดวกแค่นั้น แต่กลับกลายเป็นได้เที่ยวซะงั้น 55

เดินกลับทางเดิมไปที่สถานีรถบัส Bauskas autoosta รอขึ้นรถบัสที่ชานชาลาที่มีป้ายติดไว้ 11 โมงตรงรถบัสมาจอดไม่ตรงชานชาลาและที่ป้ายหน้ารถก็ไม่ได้เขียนว่า Rundāles pils ด้วย ลองถามคนขับรถดูว่าไปรุนดาเลมั้ย? เค้าพยักหน้า ดีนะเนี่ยที่ถาม ถ้านั่งรอต่อเฉยๆ อดไปชัวร์

เช็คตารางเวลารถบัสและค่าตั๋วได้ที่ rundale.net หรือ Latvia bus

ขึ้นรถบัสไปซื้อตั๋วไป Rundāles pils คนละ 0.90 ยูโร แล้วนั่งแค่ 16 นาที ก็ลงที่ป้ายหน้า Hotel Rundāle ในเขตหมู่บ้าน Pilsrundāle

เดินย้อนผ่านป้ายรถบัสขากลับ Bauska ไม่ไกลก็เลี้ยวขวาตามป้ายบอกทางไป Rundāles pils ก่อนถึงลานจอดรถก็เลี้ยวขวาเดินเข้าไปยัง Rundāles pils (Rundāle Palace) พระราชวังที่ใหญ่ที่สุดของลัตเวีย

พระราชวังรุนดาเลก่อสร้างในสถาปัตยกรรมแบบบาโรคและร็อกโคโคในทศวรรษ 1730 โดยการออกแบบของ Bartolomeo Rastrelli สถาปนิกชาวอิตาเลียนซึ่งเป็นคนเดียวกันกับผู้สร้างพระราชวังฤดูหนาวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของรัสเซีย เพื่อเป็นที่ประทับในช่วงฤดูร้อนของดุ๊ค Ernst Johann von Biron ผู้ปกครองดินแดน Courland ในแถบบอลติก หลังจากเปลี่ยนมือผู้ถือครองมาหลายครั้งหลายหน รวมทั้งได้รับความเสียหายอย่างหนักในช่วงสงครามประกาศอิสรภาพของลัตเวียในปีค.ศ. 1920 ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศ โดยเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมได้ อีกทั้งยังเป็นที่พักชั่วคราวของบรรดาแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญระดับวีไอพีที่เดินทางมาเยือน

พิพิธภัณฑ์และสวนเปิดให้เข้าชมในแต่ละช่วงเดือนแตกต่างกัน
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Rundāle Palace opening hours

ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์แบบ short route สำหรับผู้ใหญ่ราคา 4 ยูโร, แบบ long route ราคา 6 ยูโร
ค่าเข้าชมสวนมี 2 ราคาขึ้นอยู่กับช่วงเดือนที่ไปคือ 1.50 และ 4 ยูโร ระหว่างวันที่ 1 พ.ย.-30 เม.ย. ไม่เสียค่าเข้าชม

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Rundāle Palace entrance fee

เราซื้อตั๋วแบบ long route คนละ 6 ยูโร + ค่าถ่ายรูปกล้องละ 2 ยูโร แต่เราใช้กล้องมือถือถ่ายด้วย แล้วขึ้นบันไดไปชมห้องต่างๆ ของพระราชวัง

จากนั้นก็ออกไปชมสวนด้านหลังพระราชวัง ดูไปดูมาก็คล้ายๆ พระราชวัง Peterhof ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและพระราชวัง Schönbrunn ที่กรุงเวียนนาของออสเตรีย เหมือนกันนะ

กลับ Bauska

เดินกลับไปที่ป้ายรถบัสรอรถรอบ 13.29 น. นั่งรถบัสอีก 16 นาทีก็กลับถึงสถานีรถบัส Bauskas autoosta (Bauskas AO)

เดินกลับโรงแรมไปเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้ แล้วเดินไปป้ายรถบัส Bauska Rātslaukums autoosta pietura ใกล้กับ Bauskas Rātsnams หรือ Bauska Town Hall (ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร)

photo credit: planetolog.ru

ขอกินข้าวกลางวันตอนบ่าย 2 นิดๆ ที่ร้าน Taverna รอเวลารถบัสมาถึงป้ายตอน 16.25 น. มื้อนี้จัดเต็มหน่อยเพราะกะว่าจะไปกินมื้อค่ำตอนถึง Vilnius ตอน 2 ทุ่มเลย

จานนี้คือ Torna klasika-karbonāde (Tornis’ classic – pork chop) ราคา 5.50 ยูโร ค่าอาหารของลัตเวียราคาค่อนข้างถูกเลยครับ

เดินไปที่ป้ายรถบัสใกล้แม่น้ำ Mēmele (Nemunėlis) 16.25 น. รถบัส Kautra/Eurolines มาจอดที่ป้าย
เราซื้อตั๋วรถบัส Bauska – Vilnius ออนไลน์ทาง www.autobusubilietai.lt ไว้ล่วงหน้าแล้วในราคา 19.50 ยูโร (780 บาท)

รถบัสคันนี้แล่นย้อนกลับไปที่สถานีรถบัส Bauskas autoosta (Bauskas AO) แต่ไม่จอด ตียาว 1 ชั่วโมง 20 นาทีไปที่สถานีรถบัส Panevėžio autobusų stotis เมือง Panevėžys ทางตอนเหนือของประเทศลิทัวเนีย ลงรถบัสที่นี่รอต่อรถบัสอีกคันตอน 18.15 น.

photo credit: www.roughguides.com

นั่งรถบัสของบริษัท TOKS ต่ออีก 1 ชั่วโมง 45 นาทีก็ถึงจุดหมายปลายทางคือสถานีรถบัส Vilniaus autobusų stotis กรุง Vilnius เมืองหลวงของประเทศลิทัวเนีย ตอน 2 ทุ่มตรง ใช้เวลาเดินทางรวม 3 ชั่วโมง 35 นาที

photo credit: www.roughguides.com

เดินเข้าไปในอาคารสถานีออกไปด้านหน้า ทางขวามือคือสถานีรถไฟกลาง Vilniaus geležinkelio stotis มองข้ามสวนตรงข้ามกับสถานีรถไฟไปก็เห็นป้าย Panorama Hotel อยู่ไม่ไกล

ห้องพักสำหรับ 2 คนคืนนี้ 45 ยูโร มีอาหารเช้าให้ด้วยครับ ถูกและดี อยู่ใกล้ทั้งสถานีรถบัสและรถไฟ เดินเข้าประตูเมืองแค่ 600 เมตรเอง

ค้างที่ Vilnius 1 คืน พรุ่งนี้ค่อยเดินเที่ยวในเมืองและไปปราสาท Trakai อันโด่งดัง

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

Comments

comments