เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 1 แสงเหนือสุดฟิน อินชีวิตแบบแลปแลนด์ นอนกลาสอิกลู ที่ “Kakslauttanen Arctic Resort”

เที่ยวเอง รีวิว กลาสอิกลู โรวาเนียมี แลปแลนด์ ฟินแลนด์ kakslauttanen glass igloo rovaniemi lapland finland

ทริปเที่ยวเอง Finland และ 3 ประเทศกลุ่มบอลติก Estonia, Latvia, Lithuania

photo credit: www.tauck.com

รีวิวตอนแรกนี้เราจะพาไปชมที่พักแบบ Glass Igloo ที่ถือได้ว่าเป็นออริจินอลในแลปแลนด์ Kakslauttanen Arctic Resort” และทำกิจกรรมแบบชาวท้องถิ่นที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติป่าสนและอากาศสุดหนาวเหน็บในช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน แถมรางวัลล้ำค่าด้วยแสงเหนือตระการตาทั่วแผ่นฟ้าสุดยอดเกินบรรยายจริงๆ

ก่อนอื่นต้องขออธิบายชื่อ Lapland หรือ Lappi ในภาษาฟินนิช ให้เข้าใจง่ายๆ ว่าแลปแลนด์คือภูมิภาคหรือเขตทางตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์ เป็นโซนป่าสนไทก้าที่อยู่ใกล้และเหนือเส้น Arctic Circle หรือเส้นวงกลมละติจูดที่อยู่เหนือสุดของแผนที่โลก ไม่ไกลจากขั้วโลกเหนือนั่นเอง

photo credit: www.mapsofworld.com

ขอเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ว่าไปแลปแลนด์ก็เหมือนไปภาคเหนือของไทย แต่จะไปเมือง/จังหวัดอะไรล่ะ? แลปแลนด์มีเมืองหลักคือ Rovaniemi ซึ่งจะเขียนถึงในรีวิวนี้ด้วย ส่วนเมืองเล็กๆ และหมู่บ้าน/ชุมชนต่างๆ ตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วอาณาเขต เช่น Ivalo, Inari, Sodankylä, Kittilä, Levi แต่มีขนาดเล็กและประชากรเบาบางมาก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าสน มีอากาศหนาวถึงหนาวจัดปีละ 7-8 เดือน คนที่ไปเที่ยวแลปแลนด์นิยมไปทำกิจกรรมทางธรรมชาติ เช่น ล่องเรือตกปลาในทะเลสาบในฤดูร้อน เดินป่าเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ทำซาวน่า เล่นสกีตอนวินเทอร์ และล่าแสงเหนือในบรรยากาศป่าสนที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน

photo credit: http://saariselka.com

การเดินทางไปประเทศฟินแลนด์ต้องขอวีซ่าเชงเก้นจากสถานทูตฟินแลนด์โดยยื่นขอผ่านตัวแทนรับเรื่องขอวีซ่าอย่างเป็นทางการคือ VFS Global ที่อาคารเทรนดี้ ชั้น 8 ซอยสุขุมวิท 13 กทม. แต่เรามีวีซ่าเชงเก้น Multiple Entries ที่ใช้เดินทางเข้าออกประเทศกลุ่มเชงเก้นได้หลายครั้งอยู่แล้วจึงไม่ต้องขอวีซ่าเชงเก้นใหม่ครับ

อ่านขั้นตอนการขอวีซ่า เอกสาร ค่าธรรมเนียม และข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ ได้ที่ Finland Visa

ทริปนี้เราแค่ซื้อตั๋วเครื่องบินของสายการบิน Finnair เส้นทาง Bangkok – Ivalo (แวะเปลี่ยนเครื่องที่ Helsinki) และ Vilnius (Lithuania) – Bangkok (แวะเปลี่ยนเครื่องที่ Helsinki) และจองที่พักคือ Kakslauttanen Arctic Resort” ล่วงหน้าประมาณ 2 เดือนเพราะที่นี่ชอบเต็ม จองใกล้ๆ นี่โอกาสห้องว่างยากมากครับ เราเลือกพักช่วงต้นเดือนพฤศจิกาซึ่งหิมะเริ่มตกหนาพอสมควรให้เล่นกิจกรรมฤดูหนาวได้แล้ว อุณหภูมิราว 1 องศา ถึง ติดลบไม่เกิน 10 ในตอนกลางคืน ถ้าเข้าสู่ไฮซีซั่นเต็มตัวคือตั้งแต่เดือนธันวาคม-มีนาคม ราคาห้องพักอาจสูงขึ้น 10-15% และอุณหภูมิก็จะหนาวจัดประมาณ -10 ไปจนถึง -40 องศาเซลเซียสเลย  นอกจากนี้ช่วงต้นพ.ย. ยังเข้าสู่ฤดูแสงเหนือเต็มที่แล้ว ถ้าสภาพอากาศเป็นใจ ท้องฟ้าโปร่ง ฝนไม่ตก หิมะไม่โปรยลงมา ก็มีโอกาสเห็นแสงเหนือมากเลยทีเดียว 🙂

จากนั้นก็ซื้อตั๋วรถบัส รถไฟ และเรือเฟอร์รี่ เท่าที่สามารถซื้อล่วงหน้าทางเว็บไซต์ได้ ที่เหลือค่อยไปซื้อหน้างาน เดี๋ยวจะเขียนข้อมูลและรายละเอียดบอกอีกทีนะครับ

ไปดูแผนการเดินทางของเราในทริปนี้กันก่อนเพื่อให้เห็นภาพรวมของทั้งทริปนะครับ

วันแรก: 23.05 PM  Bangkok – Ivalo, FINLAND

วันที่ 2: Ivalo Airport – Kakslauttanen Arctic Resort (Saariselkä)

วันที่ 3: Kakslauttanen Arctic Resort

วันที่ 4: Kakslauttanen Arctic Resort – Rovaniemi – night train to Helsinki

วันที่ 5: Helsinki – Tallinn, ESTONIA

วันที่ 6: Tallinn – Pärnu

วันที่ 7: Pärnu – Riga – Bauska, LATVIA

วันที่ 8: Bauska – Pilsrundāle – Bauska – Vilnius, LITHUANIA

วันที่ 9: Vilnius – Trakai – Vilnius
            Vilnius – Bangkok

แผนดูเหมือนจะรีบเที่ยวนะครับ แต่ต้องขอบอกก่อนว่าตั้งแต่วันที่ 6 ซึ่งเป็นวันแรกที่เริ่มเที่ยวประเทศกลุ่มบอลติก 3 ประเทศ ระยะทางระหว่างแต่ละเมืองไม่ไกลกัน ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสน้อยสุด 16 นาที และนานที่สุดคือ 3 ชั่วโมงครึ่ง รวมเวลาเปลี่ยนรถด้วย

นอกจากนี้แต่ละเมืองมีขนาดไม่ใหญ่ เดินเที่ยว 2-3 ชั่วโมงสบายๆ ถ้าเมืองหลวงไหนใหญ่หน่อย เช่น Riga เราก็เผื่อเวลาเที่ยวนานกว่านั้นตามความเหมาะสมครับ เมือง Bauska, Pilsrundāle และ Trakai มีสถานที่ท่องเที่ยวเพียงแห่งเดียวด้วย เราจึงใช้เวลาเที่ยว 3 ประเทศ ใน 4 วันได้ครับ 🙂

ออกเดินทางกันเลยดีกว่าครับ

จากสนามบินสุวรรณภูมิ เราจะบินไปฟินแลนด์โดยสายการบิน Finnair เที่ยวบิน AY 144 ซึ่งจะออกเดินทางในเวลา 23.05 น. ครับ

ทริปนี้เราจะต้องเผชิญกับอากาศหนาวเหน็บถึงขั้นติดลบจึงต้องขนเสื้อกันหนาวตัวหนาๆ หลายตัว (จะได้ถ่ายรูปไม่ซ้ำ 55) อุปกรณ์กันหนาวต่างๆ แบบจัดเต็ม รองเท้าสำหรับเดินบนหิมะที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงอุปกรณ์สำหรับใช้ในการถ่ายรูปแสงเหนือและวีดีโอกิจกรรมเอาท์ดอร์ที่มีน้ำหนักมาก กระเป๋าเดินทางที่ใช้จึงต้องเป็นใบใหญ่ขนาด 28 นิ้ว จะได้จุข้าวของเครื่องใช้มากมายพอ แต่ก็ต้องมีน้ำหนักเบาเพราะหลังจากไม่ต้องเคลื่อนย้ายกระเป๋าใหญ่ที่แลปแลนด์เท่าไหร่แล้ว เราจะไปตระเวนเที่ยวอีก 9 เมืองของ 4 ประเทศดังกล่าวซึ่งต้องมีการยกกระเป๋าขึ้นลงรถบัส รถไฟ และเรือ รวมแล้วหลายเที่ยวอยู่ ถ้าตัวกระเป๋าหนักบวกกับของข้างในที่เยอะและหนักก็คงเหนื่อยไม่น้อยตอนเคลื่อนย้ายไปเมืองต่างๆ ครับ ที่สำคัญกระเป๋าต้องแข็งแรงทนทานพร้อมลากไปได้ทุกที่ รับสภาพถนนของยุโรปที่มีทั้งราบเรียบและเป็นทางเดินหินขรุขระได้อย่างดี และต้องคล่องตัวเวลาเคลื่อนที่ด้วย

เดี๋ยวนี้ anello แบรนด์กระเป๋าดังของญี่ปุ่นมีกระเป๋าเดินทางด้วยนะ รุ่นที่เราใช้นี้ดีไซน์โคตรเท่ สีเขียวทหาร น้ำหนักเบา ล้อแข็งแรง ลากได้ง่ายคล่องตัวทุกทิศทาง ข้างในใหญ่กว้าง จุของได้เยอะมาก ที่ชอบมากๆ คือแทบไม่มีรอยถลอกที่ผิวกระเป๋าเลยแม้จะผ่านการขนย้ายมากมายก็ตาม ยังคงเหมือนกระเป๋าใบใหม่อยู่เสมอ 🙂

นั่งเอนหลับสบายเหยียดขาสุดในที่นั่งชั้น Economy Comfort ซึ่งเป็นคลาสที่นั่งระหว่าง Business Class กับ Economy นั่นเอง

หลับข้ามคืนจากเอเชียสู่ยุโรป 11 ชั่วโมงเศษ เราก็เดินทางมาถึง Helsinki-Vantaan lentoasema หรือ Helsinki-Vantaa Airport ประเทศฟินแลนด์ ในเวลาท้องถิ่น 05.20 น.

เวลาของฟินแลนด์ช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง ในช่วงฤดูหนาว (Winter Time)

รอต่อไฟลท์ไป Ivalo อีก 4 ชั่วโมงกว่า นั่งเล่นเน็ตของสนามบินฟรียาวไปครับ 55

10 โมงตรง เที่ยวบิน AY 605 ของ Finnair ก็ออกบินอีก 1 ชั่วโมง 35 นาที ไปยัง Ivalon lentoasema หรือ Ivalo Airport

11.35 น. เราก็ได้สัมผัสหิมะโปรยปราย ณ สนามบินเมือง Ivalo ในเขต Lapland

สนามบินนี้เป็นสนามบินที่ตั้งอยู่เหนือที่สุดในบรรดาสนามบินต่างๆ ของประเทศฟินแลนด์

photo credit: www.lappi.fi

เดินบนหิมะเข้าไปในอาคารสนามบินซึ่งเล็กนิดเดียว เอากระเป๋าเดินทางแล้วเดินไปที่โถงกลางของสนามบิน คนขับรถของ Kakslauttanen Arctic Resort ถือป้ายรอรับแขกที่จะเข้าพักที่รีสอร์ทในวันนี้ซึ่งมีสิบกว่าคนเลยครับ

ออกจากอาคารไปขึ้นรถบัสของรีสอร์ทที่จอดรออยู่แล้ว ค่าบริการรถรับส่งระหว่างสนามบิน Ivalo กับรีสอร์ทราคาเที่ยวละ 29 ยูโร (ประมาณ 1,130 บาท) ถ้าต้องการใช้บริการให้แจ้งทางรีสอร์ทล่วงหน้าครับ

ใกล้ๆ เห็นรถบัสท้องถิ่นเขียนป้ายหน้ารถว่า Airport – Saariselkä – Kiilopaa ซึ่งน่าจะนั่งไป Kakslauttanen Arctic Resort ได้ แต่จากข้อมูลที่หามาไม่พบว่ามีรถบัสบริการจากสนามบิน Ivalo ไปยัง Kakslauttanen Arctic Resort และเข้าตัวเมือง Ivalo ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือห่างออกไปราว 11 กิโลเมตรเลย

ถ้าไม่อยากเสียค่ารถของรีสอร์ท 29 ยูโร แนะนำให้ลองถามคนขับรถบัสท้องถิ่นดูว่าไป Kakslauttanen รึเปล่า? ถ้าไปได้รถบัสก็จะไปส่งที่ป้าย Kakslauttanen I หรือ E แล้วต้องเดินอีกประมาณ 2 กิโลกว่าจะถึงรีเซ็ปต์ชั่นของรีสอร์ทครับ (ใน google map บอกระยะทางไม่กี่ร้อยเมตรซึ่งไม่ถูกต้อง)

ถ้านั่งแท็กซี่จากสนามบินไปที่รีสอร์ทเลย ระยะทางเกือบ 40 กิโลเมตร ค่าแท็กซี่ประมาณ 70 ยูโร แต่ไม่เห็นมีแท็กซี่จอดรอรับผู้โดยสารอยู่เลย น่าจะต้องโทรไปเรียกมารับนะครับ

วิธีการเดินทางจากสนามบินไปยังรีสอร์ทที่หาข้อมูลได้ชัวร์ๆ และประหยัดกว่าคือเรียกแท็กซี่ไปส่งที่ป้ายรถบัส Törmänen E ริมไฮเวย์ ระยะทางราว 3 กิโล ค่าแท็กซี่น่าจะไม่เกิน 7 ยูโร

แล้วรอรถบัสท้องถิ่น Eskelisen Lapin Linjat ที่จะมาถึงป้ายตอน 13.20 น. จ่ายค่ารถบัส 8.20 ยูโรกับคนขับรถได้ นั่งรถบัส 31 นาทีก็จะถึงป้าย Kakslauttanen I ไม่ไกลจาก Kakslauttanen Arctic Resort

เช็คข้อมูลวิธีการไปและออกจากสนามบิน Ivalo ได้ที่ www.finavia.fi
ค้นหาตารางเวลารถบัสของฟินแลนด์ได้ที่ www.matkahuolto.fi

เรานั่งรถบัสของรีสอร์ทผ่านป่าสนที่แทบไม่มีบ้านคนและความเป็นเมืองให้เห็น ระหว่างทางเห็นแต่สีขาวของหิมะทั่วบริเวณและต้นสนนับแสน

รถบัสทยอยจอดส่งแขกตามห้องพักประเภทต่างๆ ของรีสอร์ทฝั่ง West Village เราลงที่ห้องพักแบบ Glass Igloo ซึ่งเป็นห้องพักที่เล็กที่สุดแต่ได้ฟีลเหมือนอยู่ขั้วโลกเหนือมากที่สุด เราจองกลาสอิกลูมาเพราะอยากชมแสงเหนือจากห้องพักเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองเท่านั้น ถ้าโชคดีได้เห็นภาพอย่างที่หวังจริงคงต้องฟินสมชื่อฟินแลนด์แน่นอน ^^

ห้องพักแบบ Glass Igloo นี้ราคาคืนละ 552 ยูโร + service charge 30 ยูโร (ประมาณ 23,000 บาท) รวมอาหารเช้าและเย็น ในห้องมี 2 เตียง ที่วางของด้านของรอบกลาสอิกลู กาต้มน้ำ ชา กาแฟ น้ำตาล ห้องส้วมแต่อาบน้ำไม่ได้ ถ้าอยากอาบน้ำต้องเดินไปอาบที่ Sauna ส่วนกลางที่ห่างไปประมาณ 100 เมตร ในกลาสอิกลูไม่มี WiFi นะครับ ให้ไปใช้ที่รีเซ็ปต์ชั่น

นี่คือซาวน่าส่วนกลางที่ใช้บริการฟรี อาบน้ำที่นี่ได้ มีผ้าเช็ดตัว สบู่แชมพูแบบ 2 in 1 และไดร์เป่าผมให้ครับ

รีเซ็ปต์ชั่นอยู่ไม่ไกลจากกลาสอิกลูและซาวน่าครับ เดินประมาณ 5 นาทีถึง รับประทานอาหารเช้าและเย็นที่ Aurora Restaurant ในอาคารเดียวกับรีเซ็ปต์ชั่นเลย

จะบ่ายสองแล้ว หิวจนตาลาย @@  มื้อกลางวันที่นี่เป็นบุฟเฟ่ต์ราคา 15 ยูโร ของกินหลักๆ เป็น สลัด ขนมปัง ชีส และซุปต่างๆ ถ้าเข้าสู่ไฮซีซั่นเต็มตัว (ตั้งแต่เดือนธ.ค.) จะจัดเป็นฟูลบุฟเฟ่ต์ที่มีอาหารให้เลือกมากกว่านี้ ราคา 22 ยูโรครับ

วันแรกที่ Kakslauttanen Arctic Resort (อ่านว่า “กั๊กสเลาท์ทาเน่น) นี้เราจองกิจกรรม Snowmobile Aurora Hunting ไว้ตอน 2 ทุ่ม เลยต้องจองเวลามื้อเย็นไว้ 6 โมงครึ่ง มีเวลาว่างประมาณ 4 ชั่วโมงครับ เดินทัวร์ชมทั่วบริเวณรีสอร์ทซึ่งมีห้อง type ต่างๆ มีหลายประเภท แต่ละ type มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกัน ราคาก็แตกต่างกันตามขนาดห้องครับ

ลองดูรายละเอียดของห้องแต่ละประเภท เช็คราคา และจองห้องพักได้ที่ Kakslauttanen Arctic Resort

ด้านข้างรีเซ็ปต์ชั่นมีห้องพักเป็นบ้านไม้ขนาดกลาง น่าจะพักได้ 4 คน ผมไม่แน่ใจว่าเรียกว่าห้อง type อะไรนะครับ

4 โมงเย็น ฟ้าเริ่มครึ้มลงเรื่อยๆ ไม่เกิน 5 โมงน่าจะมืดสนิท

เดินกลับไปทาง Glass Igloo แยกตามป้ายชี้บอกทางไป Kelo-Glass Igloo ห้องพักที่มีลักษณะคล้ายกระท่อมไม้ใหญ่พักได้ 4 คน แต่มีส่วนหลังคาใสเหมือนกลาสอิกลูสำหรับชมแสงเหนือยื่นออกมาด้วย เหมาะสำหรับมาพักกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน

เราขอให้พนักงานที่อยู่แถวนั้นพอดีพาเราเข้าไปชมข้างในนิดนึง ห้องนี้มี 1 เตียงใหญ่ 2 เตียงเดี่ยว มีห้องน้ำในตัว ห้องซาวน่า และโต๊ะกลางสำหรับนั่งกินอะไรได้ เค้ายังให้ความรู้ด้วยว่า Kelo คือต้นไม้ที่ตายแล้วแต่ยังไม่ล้มซึ่งนิยมนำมาใช้เป็นโครงสร้างหลักในการสร้างบ้านของชาวแลปแลนด์ครับ

5 โมงเองแต่มืดยังกะสองทุ่ม ยังมีเวลาเหลืออีกชั่วโมงครึ่งก่อนถึงเวลามื้อเย็น ไปซาวน่าดีกว่า ซาวน่าส่วนกลางใช้บริการได้ฟรีครับ ถ้าจำไม่ผิดเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็น – 4 ทุ่ม แต่ถ้าจะใช้บริการ Smoke Sauna ที่เป็นห้องส่วนตัวอยู่ใกล้ๆ ซาวน่าส่วนกลาง จะต้องเสียค่าบริการแบบกลุ่มเล็ก 8 คน ราคา 510 ยูโร (ประมาณ 20,000 บาท) ต้องจองล่วงหน้า 3 วัน

เช็คราคากิจกรรมต่างๆ ได้ที่ www.kakslauttanen.fi/pricelist/

เอาภาพห้อง Smoke Sauna ที่ถ่ายไว้ก่อนมืดมาให้ดูครับ

Lapland ถือเป็นต้นกำเนิดการทำซาวน่าที่ว่ากันว่าดีต่อสุขภาพและช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับความหนาวเย็นได้ดียิ่งขึ้น มาแลปแลนด์ทั้งทีก็ต้องไม่พลาดลองครับ

รีดเหงื่อประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วก็อาบน้ำและเดินไปรับประทานอาหารเย็นตามเวลานัด ดินเนอร์ที่นี่จะจัดเป็นเซ็ตเมนู 3 คอร์สมาให้เลย (ค่าอาหาร 36 ยูโร รวมอยู่ในค่าห้องพักแล้ว) โดยเมนูเรียกน้ำย่อย เมนูจานหลัก และของหวานแต่ละวันจะเหมือนกันทุกโต๊ะ แต่ลูกค้าสามารถเลือกเปลี่ยนเมนูหลักได้ เช่น ไม่ทานเนื้อวัวก็เลือกช้อยส์ที่ 2 แทนได้ หรือจะสั่งเมนูอื่นแทนทั้ง 3 คอร์สหรือแทนแค่เมนูหลักอย่างเดียวก็ได้ ถ้าเปลี่ยนเมนูหลักเป็นเมนู à la carte อื่นเลย เช่น สเต็กเนื้อกวางเรนเดียร์ ทางร้านก็จะหักเงินออก 18 ยูโร แล้วคิดค่าอาหารจานหลักเป็นราคาของเมนูที่ขอเปลี่ยนซึ่งราคาล้วนเกิน 18 ยูโร ลูกค้าก็จ่ายส่วนต่างเพิ่มครับ

เซ็ตเมนู 3 คอร์สของวันนี้ ได้แก่ สลัด ปลา Pike-perch และเครปกับผลเบอร์รี่ อร่อยทุกอย่างครับ 🙂 เราสั่งไวน์ขาวมาดื่มคู่แก้วนึง ต้องจ่ายเพิ่ม 5.50 ยูโร ถ้าดื่มน้ำเปล่าที่วางไว้ให้ที่โต๊ะก็ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มครับ

สองทุ่มตรง ได้เวลาโลดแล่นกับกิจกรรม Snowmobile Aurora Hunting แล้ว แต่คืนนี้เปอร์เซนต์เห็นแสงเหนือไม่น่ามีเพราะหิมะเริ่มโปรยลงมาแล้ว TT

ทีมงานมารับที่รีเซ็ปต์ชั่นเพื่อไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอุปกรณ์เซฟตี้ต่างๆ และอธิบายกฎ กติกา ข้อห้ามที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

เมื่อคืนก่อนมีหิมะตกลงมาหนาพอสมควร วันนี้เราจึงโชคดีสามารถเล่นกิจกรรมนี้ได้ครับ

กิจกรรมสโนว์โมบายล์แบบ 3 ชั่วโมงนี้ ราคา 164 ยูโร (6,500 บาท) ต่อคน

เช็คราคากิจกรรมต่างๆ ได้ที่ www.kakslauttanen.fi/pricelist/

พร้อมแล้วก็ออกลุยกันเลย

เราต้องขับตามเส้นทางที่กำหนดโดยขับตามคันหน้าไปเรื่อยๆ ไม่ยากแต่ก็ต้องระมัดระวังและมีสมาธิตลอดเวลาที่บังคับรถครับ

คืนนี้หิมะโปรยปรายตลอดทาง อดเห็นแสงเหนือไปตามระเบียบ เอาไว้ลุ้นใหม่คืนวันพรุ่งนี้ละกัน

ระหว่างทางมีพักเบรคจิบชาร้อนๆ คลายหนาวในกระท่อมกลางป่าสน ได้อารมณ์แลปแลนด์จริงๆ

วันที่ 3 ของทริป และ วันที่ 2 ในแลปแลนด์

วันนี้เรายังใช้ชีวิตแบบแลปแลนด์อยู่ในบริเวณ Kakslauttanen Arctic Resort และค้างอีกคืนเพื่อรอแสงเหนือครับ #หวังลึกๆ

8 โมงกว่า ตื่นขึ้นมาท้องฟ้ายังไม่สว่างดีเลย

เช้านี้ไม่ต้องรีบอะไรเพราะเราจองกิจกรรม Husky Safari ไว้ตอน 11 โมงเช้า เดินไปรับประทานอาหารเช้าที่ Aurora Restaurant เหมือนเดิม มื้อเช้าที่นี่เยี่ยมเลยครับ มีอาหารให้เลือกหลากหลายกว่าอาหารเช้าแบบฝรั่งทั่วไป นั่งกินสบายๆ รอเวลาออกไปนั่งลากเลื่อนหมาฮัสกี้

ได้เวลาตื่นเต้นแล้ว ไกด์สาวมารับที่รีเซ็ปต์ชั่นขับรถพาไปเปลี่ยนชุดสำหรับเล่นกิจกรรมนี้และสอนวิธีการบังคับเจ้าฮัสกี้ให้วิ่ง ชะลอ และหยุด

Husky Safari แบบ 4 ชั่วโมง รวมอาหารกลางวันแบบแลปแลนด์ ราคา 214 ยูโร (ประมาณ 8,500 บาท) ต่อคน ถ้าเลือกแบบ 2 ชั่วโมง ราคา 152 ยูโร (ประมาณ 6,000 บาท)

เช็คราคากิจกรรมต่างๆ ได้ที่ www.kakslauttanen.fi/pricelist/

เราโชคดีอีกแล้วที่เมื่อคืนหิมะตกยาวทั้งคืน ทำให้มีหิมะหนาพอที่จะไม่เป็นอันตรายต่อเท้าของเจ้าฮัสกี้เวลาวิ่งครับ

พร้อมมันกันแล้ว ฮัสกี้ 5 แรงวิ่งลากเลื่อนอย่างเร็วจี๋ ธรรมชาติของฮัสกี้เป็นหมาบ้าพลัง ชอบลากนู่นลากนี่ เราเหยียบคันชักลงกับพื้นหิมะเพื่อให้มันชะลอและหยุด มันยังฮึดฮัดอยากวิ่งต่อเลยครับ ไม่ยอมอยู่นิ่งๆ จริงๆ

ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อมาเราก็วนกลับมาที่ฟาร์มเพื่อรับประทานมื้อกลางวันในกระโจมแบบแลปแลนด์ คือ ซุปร้อนๆ กับขนมปัง และชา/กาแฟ จะอิ่มยังไงเนี่ย 555

เสร็จแล้วไกด์ก็พาเข้าฟาร์มไปเล่นกับลูกฮัสกี้โคตรซนด้วย 555

บ่ายสองกว่าๆ ก็เสร็จสิ้นกิจกรรม ผมว่า Husky Safari เป็นกิจกรรมที่มาแลปแลนด์แล้วไม่ควรพลาดจริงๆ ครับ 😉

วันนี้ท้องฟ้าโปร่งทั้งวัน ดูพยากรณ์อากาศแล้วค่าความแรงของแสงเหนือหรือ KP เท่ากับ 5 ซึ่งถือว่าแรงเลย คืนนี้มีลุ้นเห็นแสงเหนือแหงๆ

ตอนบ่ายมีเวลาว่างเยอะเลย ถ้าไม่เล่นกิจกรรมก็ไม่รู้จะทำอะไรให้หมดวันครับ 55 เดินถ่ายรูปเล่นละกันเพราะอากาศดี ไม่หนาวเท่าเมื่อวาน

เย็นนี้รีบจัดการมื้อเย็นเร็วหน่อยเพื่อไปดักรอแสงเหนือ โดยดินเนอร์ 3 คอร์สทูเดย์ประกอบด้วย ซุปเห็ด สเต็กเนื้อ และช็อกโกแลตลาวา อร่อยฟินไม่แพ้เมื่อวานเลย เลิฟ

อิ่มแล้วก็เดินกลับกลาสอิกลูไปเตรียมพร้อมถ่ายรูปแสงเหนือครับ ทริปนี้เราจะใช้กล้อง GoPro Hero6 ใหม่ล่าสุดที่เพิ่งถอยมาหมาดๆ ถ่ายแสงเหนือครับ

สำหรับวิธีถ่ายนั้นง่ายกว่ากล้องถ่ายรูป DSLR ที่ต้องตั้งค่าต่างๆ หลายค่า ต้องตั้งขาตั้งกล้องเพื่อให้กล้องนิ่งเวลาถ่าย รูปจะได้เบลอน้อยที่สุด โดยขั้นตอนการถ่ายรูปแสงเหนือด้วย GoPro Hero มีดังนี้

  • ประกอบกล้องกับไม้เซลฟี่ของโกโปร
  • เปิดกล้องและกดปุ่ม mode ด้านข้าง 3 ครั้ง แล้วเลือกโหมด Night Lapse Photo ล่างสุด
  • แตะตรง SHUTR ตั้งค่า Shutter เป็น 15 seconds, ค่า INTR (Interval) เป็น 30 seconds และ FOV เป็น wide เพื่อให้ได้ภาพกว้าง
  • ปักไม้เซลฟี่ลงบนหิมะเพื่อให้กล้องนิ่ง (ถ้าพื้นแข็งปักไม้เซลฟี่ไม่ได้ก็ต้องประกอบกล้องกับขาตั้งกล้อง)
  • กดปุ่มถ่าย รอ 15 วินาที หน้าจอกล้องจะโชว์วินาทีที่นับถอยหลัง ครบ 15 วิ กดปุ่มถ่ายอีกครั้ง

ง่ายๆ แค่นี้ก็จะได้รูปแบบนี้เลยคร้าบ ที่สำคัญกล้องทนอากาศหนาวได้ถึง -20 องศาเซลเซียสโดยไม่ต้องใส่เคสด้วย ไปแลปแลนด์ไม่เกินเดือนธันวาถ่ายได้สบายๆ

ค่ำคืนนี้ค่า KP 5 ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆเลย เราใช้กล้องมือถือ Samsung Galaxy S8 ถ่ายด้วยโหมด auto ปกติเลย ได้ภาพแบบเน้ (ตอนถ่ายหน้าจอจะดำมืดหมด แต่ผลคือถ่ายติด) แต่ถ่ายคนกับแสงเหนือไม่ได้นะครับ

ออโรร่าสีเขียวสดสาดแสงไปมาบนท้องฟ้าแลปแลนด์อยู่ประมาณ 20 นาที จากนั้นก็เคลื่อนตัวไปทางด้านหลังของ
อิกลูเรา มูฟโลเคชั่นด่วนสิคร้าบ รอไร!

เข้าห้องไปตั้งกระเป๋าเดินทางทั้ง 2 ใบเพื่อใช้เป็นฐานที่สูงจากพื้นและเอาไม้เซลฟี่ค้ำยันบนกระเป๋าเพื่อตั้งกล้องให้นิ่งกว่าการถือลอยๆ ถ่าย 15 วินาที วิธีนี้คิดสดตอนนั้นเลยคับ 555 ปิดไฟทุกดวงในอิกลู ถ่ายออกมาได้ภาพฟินๆ ดังที่หวังไว้เป๊ะ! แม้จะเบลอเล็กน้อยแต่ก็ถือว่าเราโชคดีหลายต่อมากครับ ค้างที่นี่แค่ 2 คืนก็ได้ภาพแสงเหนือเต็มฟ้าเหนือ
กลาสอิกลู บางคนอยู่เป็นอาทิตย์ยังไม่เห็นซักกะคืนเลย 😀

คืนนี้หลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ 😀

วันที่ 4 (วันเที่ยววันที่ 3)

เราจะไปเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดซานตาคลอสRovaniemi” ซึ่งอยู่ห่างจากรีสอร์ทไปทางทิศใต้ประมาณ 250 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมงครึ่ง

เราซื้อตั๋วรถบัสไป Rovaniemi ล่วงหน้าทาง www.matkahuolto.fi แล้วในราคาเที่ยวละ 47.20 ยูโร (1,900 บาท) ซื้อออนไลน์มีค่า service charge อีก 0.50 ยูโรต่อ 1 ยอดซื้อ โดยเวลารถที่เหมาะสมที่สุดคือ 08.25 น. (ซื้อจากคนขับรถก็ได้)

8 โมงเช้าก็ต้องไปเช็คเอาท์และขึ้นรถของรีสอร์ทไปที่ป้ายรถบัสริมไฮเวย์

อาหารเช้าเริ่ม 8 โมงตรง กินไม่ทันน่ะสิ แต่เราแจ้งรีเซ็ปต์ชั่นไว้ก่อนแล้วว่าขอให้ช่วยแพ็คของกินง่ายๆ สำหรับกินบนรถบัสระหว่างเดินทาง ซึ่งทางรีสอร์ทก็ใจดีจัดเตรียมให้เราพร้อม 🙂

รถตู้ของรีสอร์ทไปส่งที่ป้าย Kakslauttanen E ซึ่งอยู่ไกลประมาณ 2 กิโล (พิมพ์ชื่อป้ายนี้เพื่อดูตำแหน่งใน google map ได้เลย) นั่งรอไม่นานรถบัส J M Eskelisen Lapin Linjat Oy ก็มาจอดป้ายตรงเวลา 08.25 น.

นั่งไปประมาณชั่วโมงครึ่ง คนขับรถประกาศจอดพักที่สถานีรถบัส Sodankylä ชุมชนใหญ่ในเขตแลปแลนด์ 20 นาที สามารถลงไปหาซื้อของกินรองท้องได้ครับ

นี่คือสภาพบ้านเมืองของชุมชนใหญ่ของแลปแลนด์ (ถ้าเล็กนี่คือแทบไม่เห็นบ้านคนเลยสิ 555)

นั่งรถต่ออีกชั่วโมงกว่าๆ 11.50 น. รถบัสก็เข้าจอดที่ด้านข้างสถานีรถไฟ Rovaniemen rautatieasema ถ้าเผลอนั่งเลยไปลงที่ป้ายสุดท้ายซึ่งเป็นสถานีรถบัส Rovaniemi Linja-autoasema (Matkahuolto Rovaniemi) ก็จะต้องเดินไปสถานีรถไฟประมาณ 450 เมตร

เดินเข้าไปในอาคารสถานีรถไฟเพื่อฝากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่และกระเป๋าสะพายไว้เพราะคืนนี้ต้องกลับมาขึ้น night train ที่นี่ตอน 3 ทุ่มเศษ

ตู้ล็อคเกอร์ไซส์ใหญ่สุดราคาค่าฝากทั้งวัน 6 ยูโร สามารถยัดกระเป๋าลาก 28 นิ้ว 2 ใบ กระเป๋าสะพายใหญ่ 1 ใบ และเป้อีก 1 ใบเข้าไปได้ครับ ใหญ่เว่อร์อ่ะ 55

เช็คข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.vr.fi/cs/vr/en/luggage-storage

ออกจากสถานีรถไฟไปก็เห็นรถเมล์สาย 8 จอดรออยู่ที่ป้าย Rovaniemi Rautatieasema piha ทางซ้ายมือแล้ว ขึ้นรถเมล์ไปซื้อตั๋วไป Santa Claus Village และกลับเข้าเมืองคนละ 7.20 ยูโร (ค่าตั๋วรถเมล์เที่ยวเดียว 3.90 ยูโร)

12.10 น. รถเมล์สาย 8 ออกจากป้ายมุ่งหน้าไป Joulupukin Pajakylä หรือ Santa Claus Village ซึ่งอยู่ชานเมืองโรวาเนียมี ห่างจากสถานีรถไฟไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว 9 กิโลเมตร แต่รถเมล์จอดทุกป้ายจึงใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที

ดูข้อมูลเส้นทาง ตารางเวลา และค่ารถเมล์ของ Rovaniemi ได้ที่ Getting around Rovaniemi และ Rovaniemi transportation

Joulupukin Pajakylä (Santa Claus Village) คือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Rovaniemi นักท่องเที่ยวมาเมืองนี้เพื่อสัมผัสบรรยากาศคริสต์มาสและมาหาลุงซานต้าผู้ใจดี

นอกจาก Santa Claus Village แล้ว โรวาเนียมียังมี Theme Park ซึ่งเหมาะสำหรับครอบครัวพาลูกๆ มาเล่นสนุกและดูโชว์น่ารักๆ ต่างๆ ชื่อว่า Santa Park อยู่ไม่ไกลจาก Santa Claus Village ส่วนภายในตัวเมืองโรวาเนียมีไม่มีจุดท่องเที่ยวอะไรครับ

Santa Claus Village ไม่ต้องเสียค่าผ่านประตู มีลักษณะเหมือนคอมมูนิตี้มอลล์ที่สร้างจำลองให้เป็นหมู่บ้านซานตาคลอส มีร้านค้า ร้านอาหาร ส่วนทำกิจกรรม และอาคารต่างๆ เช่น

Santa Claus Office อาคารหลักของ Santa Claus Village มีบริการถ่ายรูปกับลุงซานต้าโดยมีค่าถ่ายรูป 30 ยูโร ถ้าจะถ่ายวีดีโอด้วยเพิ่มอีก 10 ยูโร แต่เราไม่ได้ถ่ายเพราะรู้สึกว่ามันแพงไปครับ 55

ถ้าหิมะที่พื้นไม่หนาก็จะเห็นเส้น Circolo Polare Artico (Arctic Circle) ที่ละติจูด 66°32’35″ ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญของที่นี่

photo credit: www.santaclausholidayvillage.fi

Pääposti (Santa Claus Main Post Office) มีช็อปขายของที่ระลึก โปสการ์ด และแสตมป์สำหรับส่งโปสการ์ดให้คนสำคัญเหมือนได้ของขวัญจากซานตาคลอสประมาณนั้น เห็นคนนั่งเขียนโปสการ์ดกันเป็นปึกๆ เลยครับ

ที่นี่มีกิจกรรมเอาท์ดอร์ให้ทำหลายอย่าง เช่น กวางเรนเดียร์ลากเลื่อนระยะทาง 400 เมตร ผู้ใหญ่ราคา 18 ยูโร, 1 กิโลเมตร 29 ยูโร / Husky Park / Snowmobile Park / Snowman World เป็นต้น

ข้อมูลกิจกรรมเพิ่มเติมที่ www.santaclausreindeer.fi

เรากะจะนั่งลากเลื่อนกวางเรนเดียร์ที่นี่เพราะยังไม่ได้ลองเลย แต่วันนี้ดันมีฝนตกปรอยๆ ตลอด หิมะเลยละลายซึ่งเป็นอันตรายต่อเรนเดียร์ได้ จึงทำได้แค่จ่าย 5 ยูโรเข้าไปให้อาหารมันอย่างใกล้ชิด

ไม่มีอะไรทำแล้ว นั่งกินดีกว่า จัด Reindeer Burger ซะเลย อันนี้ 16 ยูโร

ช่วงนี้ Santa Claus Village ปิด 5 โมงเย็น เดินเล่นและช้อปปิ้งฆ่าเวลารอรถเมล์สาย 8 รอบ 17.05 น. กลับเข้าเมือง เช็คตารางรถเมล์ได้ที่ Information หน้าทางเข้านะครับ

เช็คเวลาเปิด-ปิด Santa Claus Village ในแต่ละช่วงเดือนได้ที่ www.santaclausvillage.info

นั่งรถเมล์กลับเข้าเมืองไปลงที่ศูนย์กลางของโรวาเนียมีที่ถนน Valtakatu ใกล้กับ Arctic Light Hotel

เดินเข้าถนน Koskikatu ตรงสี่แยกก็ถึง Lordin aukio (Lordi’s Square) หรือ Sampo Square หาร้านอาหารสำหรับมื้อเย็นแถวนี้

รถเมล์สาย 8 จะวนกลับมาตรงนี้อีก 1 ชั่วโมงนับจากเวลาตอนลงรถและเป็นรถรอบสุดท้ายของวันนี้ด้วย เราจึงเลือกเข้าร้านอาหารจีนชื่อ Hai Long ใกล้กับป้ายรถเมล์นั่นแหละ สั่งข้าวผัดเสฉวนราคา 12.50 ยูโร (แพงกว่าอาหารจีนในยุโรปตะวันตกพอสมควร) พอเห็นขนาดจานแล้วก็รู้เลยว่ากินไม่หมด มันเยอะประมาณกินได้เกือบ 3 คน ขอกล่องใส่ห่อไปกินต่อบนรถไฟซะเลย

นั่งรถเมล์สาย 8 กลับสถานีรถไฟ Rovaniemen rautatieasema จ่ายค่ารถอีกคนละ 3.30 ยูโร (130 บาท) ไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว #โคตรแพง แต่ถ้าจะเดินก็ประมาณ 1.4 กิโลเมตร เส้นทางเป็นถนนใหญ่มีสะพานข้ามแยกที่ไม่แน่ใจว่าจะเดินได้รึเปล่า แถมมืดด้วย เดี๋ยวเดินหลงจะแย่เอา

เข้าอาคารสถานีรถไฟไปเอากระเป๋าออกมานั่งจัดของ เตรียมของใช้จำเป็นใส่กระเป๋าสะพายให้หยิบใช้ง่าย

เราซื้อตั๋วรถไฟ night train Rovaniemi-Helsinki ล่วงหน้าเกือบ 1 เดือนทาง Finland train โดยเลือกเป็นห้อง Sleeping compartment แบบ Special compartment เลือกตู้นอนที่มีห้องน้ำในตัว อาบน้ำได้ ราคาพิเศษห้องละ 138 ยูโร นอนได้ 2 คน (แชร์กันจ่ายคนละ 2,770 บาท) ถ้ามาคนเดียวให้เลือก Sleeping berth in a male or female compartment แล้วเลือก Ensuite Shower/Toilet ราคาจะเป็น 69 ยูโร ถ้าซื้อล่วงหน้าเกิน 1 เดือน ราคาจะยิ่งถูกลง แต่ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอนะครับ

ส่วนห้องแบบ Sleeping berth in a male or female compartment ห้องเตียงสองชั้น ไม่มีห้องน้ำในตัว ราคาพิเศษคนละ 59 ยูโร (ประมาณ 2,350 บาท) ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

เลือกขบวนรถไฟตรงถึง Helsinki ที่ออกเวลา 21.15 น. จะได้นอนยาวไม่ต้องตื่นตอนเช้ามืดไปเปลี่ยนอีกขบวน

แนะนำให้ซื้อออนไลน์ก่อนเดินทางประมาณ 1 เดือนนะครับ ตอนเรากลับถึงสถานีรถไฟไม่มีพนักงานขายตั๋วแล้ว (ตอนไปถึงไม่ได้สังเกตว่ามีมั้ย) ถ้าจะซื้อตั๋วสดหน้างานจะต้องกดตู้ซื้อเอง ราคาห้องแบบที่เราเลือกแพงขึ้นเป็นคนละ 109 ยูโร (ประมาณ 4,300 บาท) และไม่มีห้องแล้วด้วย

ไปดูสภาพรถไฟและห้องนอนของเราในคืนนี้กัน

21.15 น. รถไฟขบวน InterCity 274 ออกเดินทาง คืนนี้จะนอนในรถไฟ อีกประมาณ 12 ชั่วโมงเจอกันที่ Helsinki ครับ 🙂

photo credit: www.goway.com

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

Comments

comments