GRAND CANADA เที่ยวเองจากตะวันออกสู่ตะวันตก ตอนที่ 3 “Québec” เมืองน่ารักที่อบอวลด้วยกลิ่นอายฝรั่งเศส

เที่ยวเอง รีวิว ควิเบก มอนทรีออล แคนาดา quebec montreal canada
เที่ยวเอง GRAND CANADA

เข้าสู่วันที่ 4 ของทริป Grand Canada ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก 8 วัน 10 คืน ซึ่งเราจะพาไปเที่ยวชมเมืองที่ขอยกให้เป็นเมืองที่น่ารักที่สุดของประเทศแคนาดาที่มีชื่อว่า Québec

photo credit: www.mapsofworld.com
photo credit: www.mapsofworld.com

วันก่อนเราไปเที่ยวน้ำตก Niagara, เมือง Toronto และ Ottawa เมืองหลวงของแคนาดากันมา
ย้อนความเดิมของรีวิว 2 ตอนที่แล้วได้จาก
GRAND CANADA เที่ยวเองจากตะวันออกสู่ตะวันตก ตอนที่ 1 “Toronto และ Niagara Falls” ต้นทางสู่น้ำตกสุดยิ่งใหญ่ของโลก
GRAND CANADA เที่ยวเองจากตะวันออกสู่ตะวันตก ตอนที่ 2 “Ottawa” ลอนดอนแห่งอเมริกาเหนือ

2 Grand Canada map

วันนี้เราจะไปเที่ยวยุโรปบนทวีปอเมริกาเหนือ เมืองนี้ขอบอกก่อนเลยว่าถ้าไม่บอกว่าอยู่ในแคนาดาจะต้องนึกว่าอยู่ที่เมืองใดเมืองหนึ่งในยุโรปแน่ๆ เชื่อไม่เชื่อตามไปเที่ยวพร้อมกันเลยครับ

ก่อน 9 โมง ออกจากโรงแรม The Business Inn ที่ Ottawa เดินตรงตามถนน Elgin ไปทางทิศเหนือ (เส้นทางเดินเข้าเมืองไปเที่ยวเมื่อวาน) พอถึงสี่แยกจุดตัดกับถนน Slater ก็เลี้ยวซ้ายเดินไปรอรถเมล์สาย 61 หรือ 62 ที่ป้ายรถเมล์ Slater / Metcalfe

3 4 Slater Street

รถเมล์สาย 61, 62 ขาออกจากตัวเมืองไปสถานีรถไฟ Ottawa ต้องขึ้นที่ป้ายนี้เพราะเป็นทางวันเวย์ (ขาเข้าเมืองรถเมล์จอดป้ายที่ถนน Albert ซึ่งอยู่ห่างไป 1 บล็อกถนน)

09.20 น. ตามเวลาที่แจ้งในป้าย ขึ้นรถเมล์สาย 61 (มีตัว C ด้วย) หยอดตู้จ่ายค่ารถ 3.40 CAD (ราคาสำหรับผู้ใหญ่และเยาวชนอายุ 13 ปีขึ้นไป) ต้องเตรียมเหรียญให้พอดีนะ คนขับไม่ทอนตังค์ แล้วนั่งเพลินๆ ประมาณ 15 นาทีก็ถึงสถานีรถไฟ Ottawa

5

เราซื้อตั๋วรถไฟ Ottawa-Québec ออนไลน์ทาง www.viarail.ca ในราคารวมภาษีแล้ว 99.44 CAD (2,577 บาท) รถไฟแต่ละวันและวันเดียวกันแต่คนละเวลามีราคาไม่เท่ากัน ขบวนหมายเลข 24 ที่เราเลือกมีราคาแพงที่สุดเพราะเวลาออกไม่เช้าเกินไปและเวลาไปถึงไม่มืดค่ำคือจะออกจาก Ottawa 10.19 น. และเดินทางถึงสถานีรถไฟ Québec เวลา 16.26 น. ราคาตั๋วคลาสถูกที่สุดนี้สามารถนำกระเป๋าเดินทางใหญ่น้ำหนักไม่เกิน 18 กิโลกรัมขึ้นรถไฟได้ ถ้าน้ำหนักเกินต้องจ่ายเงินเพิ่มเหมือนๆ สายการบิน low cost ครับ

เช็คตารางเวลารถไฟแคนาดา ราคาตั๋ว และเงื่อนไขต่างๆ ได้ที่ www.viarail.ca

สถานีนี้ต้องเดินไปที่ช่องชั่งน้ำหนักกระเป๋าให้เรียบร้อยก่อนขึ้นรถไฟและต้องขึ้นโบกี้ให้ตรงกับหมายเลขที่ระบุในตั๋วและนั่งตามหมายเลขที่นั่งนั้นด้วยครับ (ต้องปรินท์อีเมลยืนยันการซื้อตั๋วที่มี QR Code ใช้เป็นตั๋วรถไฟไปด้วยนะครับ)  *ควรไปถึงสถานีรถไฟก่อนเวลารถออกไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงครับ

ตรงเวลา 10.19 น. รถไฟขบวนหมายเลข 24 เคลื่อนตัวออกจากชานชาลา เราต้องนั่งยาววววว 6 ชั่วโมงนิดๆ กว่าจะถึง Québec แต่รถไฟแคนาดาเบาะกว้าง นั่งสบาย สะอาด และไม่ค่อยมีคนใช้บริการเท่าไหร่เพราะราคาโดยรวมจะสูงกว่ารถบัส แต่เราไม่ชอบนั่งรถบัสนานหลายชั่วโมง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ขอเลือกนั่งรถไฟดีกว่าครับ

6 Ottawa to Quebec 7 VIA Rail

นั่งทำงานบนรถไฟไปเรื่อยๆ (มีโมเมนต์ทำงานเหมือนคนอื่นเหมือนกันนะครับ ไม่ได้เที่ยวอย่างเดียว 555) ประมาณ 2 ชั่วโมงรถไฟก็หยุดจอดรอรับผู้โดยสารที่สถานี Montréal ครึ่งชั่วโมงได้

8

จริงๆ แล้วการจัดลำดับเมืองที่จะเที่ยวจะต้องจัด Montréal ไว้ต่อจาก Ottawa เพราะมอนทรีออลอยู่ระหว่าง Ottawa กับ Québec ครับ

photo credit: www.vacationsbyrail.com
photo credit: www.vacationsbyrail.com

แต่สาเหตุที่เราต้องจัดแผนจาก Ottawa เลยไป Québec ก่อนแล้วค่อนย้อนกลับไป Montréal คือไม่มีไฟลท์บินภายในประเทศจาก Québec ไป Calgary ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ใกล้เมือง Banff ต้นทางเข้าอุทยานแห่งชาติ Banff ที่มีชื่อเสียงจากทะเลสาบสุดสวย “Lake Louise” และ “Moraine Lake” ที่สุด

เราจึงต้องบินจากสนามบิน Montréal ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และเมืองธุรกิจสำคัญทางตะวันออกของแคนาดาข้ามไปยังฝั่งตะวันตกที่เมือง Calgary แล้วเดินทางต่อไปยังเมือง Banff ตามแผนที่นี้ครับ

10

กลับมาที่สถานีรถไฟ Montréal อีกครั้ง เรานั่งหลับๆ ตื่นๆ ยาวไปอีก 4 ชั่วโมง รถไฟก็เข้าจอดที่สถานีรถไฟ Gare du Palais เมือง Québec อีก 10 นาทีจะ 5 โมงเย็น เลตไปเกือบครึ่งชั่วโมง รถไฟแคนาดาเลตบ่อยเหมือนกันนะครับ เตือนให้เผื่อเวลาไว้นิดนึง

ออกจากชานชาลาเลี้ยวขวาเข้าไปในอาคารหลักของสถานีรถไฟ เดินตรงไปออกทางประตูหน้าของสถานีรถไฟ Gare du Palais (Palace Station)

11

ข้ามถนนเดินลัดสวนหย่อมตรงไปขึ้นทางชันของถนน Rue Saint-Nicolas ซึ่งเป็นทางขึ้นไปยัง Upper Town (Haute-Ville) ของเมือง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเดินเลียบตามแนวป้อมกำแพงเมือง (ถ้าโค้งขวาขึ้นทางชันจะเข้าสู่ศูนย์กลางเมือง) ตรงขึ้นเนินตามถนน Rue des Remparts เดินตามเส้นทางผ่านป้อมปืนใหญ่โบราณไปเช็คอินที่ Hôtel Manoir des Remparts โรงแรมเล็กๆ ที่ราคาไม่แพงและอยู่ในทำเลดีไม่ไกลจากสถานีรถไฟเกินไป สามารถเดินเที่ยวทั้ง Upper Town และ Lower Town (เมืองเก่า) ได้สะดวก

12 13

ค่าห้องพักใน Québec ราคาค่อนข้างสูงโดยเฉพาะโรงแรมในบริเวณกลางเมือง เท่าที่สแกนคร่าวๆ อย่างถูกๆ คืนนึงประมาณ 5,000 บาทอัพครับ เราจึงเลือกห้องพักเล็กหน่อยและเป็นห้องน้ำรวม ราคาคืนละ 85 CAD + Tax 14.97% + City Tax อีก 3.5% รวมเป็น 101.15 CAD (หารกัน 2 คนๆ ละ 1,300 กว่าบาท) มีอาหารเช้าให้ครับ (ถ้าเป็นห้องแบบมีห้องน้ำในตัวราคาเริ่มต้นจะแพงขึ้นอีก 15 CAD)

สภาพห้องแคบไปนิด แต่ห้องน้ำรวมก็สะอาดดี อยู่ใกล้ๆ และไม่มีใครใช้เลยครับ

14

Québec (Québec City) ออกเสียงว่าเกเบ็กหรือควิเบ็กคือเมืองหลวงของรัฐ Québec (Quebec) แต่เป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 2 ของรัฐรองจากเมือง Montréal (Montreal)

ในปีค.ศ. 1608 Samuel de Champlain นักสำรวจชาวฝรั่งเศสได้ก่อตั้งเมืองที่บริเวณที่เรียกว่า Vieux-Québec หรือ Old Quebec ริมแม่น้ำ Saint Lawrence River (Saint-Laurent) แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลไปออกทะเลที่มหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันออกของแคนาดา Québec จึงถือเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ โดยระหว่างปีค.ศ. 1608-1627 และ 1632-1763 Quebec City เป็นเมืองหลวงของ French Canada และ New France ทั้งหมดด้วย

ด้วยเหตุนี้ Québec จึงได้รับอิทธิพลด้านต่างๆ จากฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรม ศิลปะ วัฒนธรรม ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการควบคู่กับภาษาอังกฤษ เป็นต้น สภาพบ้านเมืองของเกเบ็กจึงให้อารมณ์เหมือนอยู่ในเมืองเล็กๆ ในยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศสครับ

เขตเมืองเก่าเกเบ็กและแนวกำแพงเมืองโบราณที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในอเมริกาเหนือได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปีค.ศ. 1985 อีกด้วย

photo credit: www.hot-map.com
photo credit: www.hot-map.com

6 โมงเย็นแล้วแต่ท้องฟ้ายังใสอยู่ เหมาะจะเดินลงไปยัง Basse-Ville (Lower Town) ซึ่งเป็นบริเวณ Vieux-Québec หรือเมืองเก่าของเกเบ็กจริงๆ

เย็นวันนี้เราวางแผนให้มาถึงที่นี่ก่อนพระอาทิตย์ตกนานหน่อยเพื่อจะได้เดินเล่นในเมืองเก่าและข้ามเรือไปยังฝั่งเมือง Lévis เพื่อถ่ายรูปตัวเมืองเกเบ็กที่เห็นปราสาทยิ่งใหญ่อลังการอยู่บนเนินเขาเหนือเมืองทั้งก่อนจะมืดและตอนค่ำคืน ตอนนี้จินตนาการภาพที่ว่าไปก่อนนะครับ เดี๋ยวเลื่อนอ่านรีวิวไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นภาพนั้นเอง ^^

ออกจากโรงแรมเดินไปทางขวาตามแนวกำแพงเมืองเก่าผ่านอาคารขนาดใหญ่คือ Séminaire de Québec (Seminary of Quebec) วิทยาลัยสอนศาสนาของคาทอลิกที่ก่อตั้งโดย François de Laval บิชอปคนแรกของ New France เมื่อปีค.ศ. 1663

16

นิดเดียวก็ถึงทางลงไปยังเมืองเก่าชื่อว่า Côte de la Montagne

17

เดินลอดใต้ Porte Precott ก็เริ่มเห็นบรรยากาศน่ารักๆ ของบ้านเรือนสไตล์ยุโรปแล้ว

18

เลยไปอีกนิดก็มีบันไดลงไปยังเมืองเก่าอยู่ทางขวามือ บันไดนั้นมีชื่อว่า Escalier du Casse-cou หรือ Breakneck Steps ซึ่งเป็นบันไดที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองสร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1635

19

ถ้าไม่ลงบันได Casse-cou แต่เดินตรงไปที่ Musée de la Place-Royale ซึ่งอยู่ไม่ไกล แล้วลงบันไดข้างพิพิธภัณฑ์ก็จะถึง Place-Royale ซึ่งเป็นจุดที่ Samuel de Champlain มาตั้งรกรากในทวีปอเมริกาเหนือเมื่อปีค.ศ. 1608

20

เราเลือกลง Escalier du Casse-cou ก่อนเลย ลงบันไดตรงไปเข้าสู่ Rue du Petit-Champlain หนึ่งในถนนหลักในบริเวณ Quartier Petit-Champlain ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าเล็กๆ ร้านอาหาร ร้านขายของแฮนด์เมด และสถานี Funiculaire du Vieux-Québec ขึ้นเขาไปยัง Château Frontenac ค่าเคเบิ้ลคาร์เที่ยวละ 3 CAD (ประมาณ 80 บาท)

21 22 23

ลงบันได Escalier du Cul-de-Sac ซึ่งเป็นมุมถ่ายรูป Château Frontenac ยอดฮิตอีกมุมหนึ่งครับ

24

เดินไปยังท่าเรือ Traverse Québec-Lévis ขึ้นไปที่ชั้นบนซื้อตั๋วเรือข้ามฟากไปและกลับราคาสำหรับผู้ใหญ่อายุ 16 ปีขึ้นไป 7.10 CAD (ประมาณ 180 บาท) ส่วนตั๋วเที่ยวเดียวราคา 3.55 CAD เอ๊ะ! มันก็แค่หาร 2 เองหนิ 555

25 Traverse

จากนั้นเดินไปลงเรือซึ่งจะออกจากฝั่ง Québec ทุก 30 นาที ตอนนั้น 19.30 น. พอดีเลย นั่งเรือข้ามแม่น้ำ St. Lawrence ที่กว้างถึง 1 กิโลเมตร ใช้เวลา 12 นาทีก็ถึงฝั่งเมือง Lévis

อัพเดทตารางเรือและราคาตั๋วได้ที่ www.traversiers.com

26 27 28

เราข้ามเรือมาที่เมือง Lévis เพื่อถ่ายรูปตัวเมืองเกเบ็กที่เห็นปราสาทยิ่งใหญ่อลังการอยู่บนเนินเขาเหนือเมืองทั้งก่อนจะมืดและตอนค่ำคืนตามที่บอกไปเมื่อกี๊ครับ จุดถ่ายรูปที่ดีที่สุดคือตรง Promenade du Quai Paquet โดยออกจากท่าเรือ Gare de Lévis เดินไปทางซ้ายไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงแล้ว

แต่ตอนนี้ท้องฟ้ายังไม่มืดพอ แต่ท้องไส้ร้องขออาหารเสียงดังแล้ว เราจึงขอเดินไปหาร้านอาหารแถวใกล้ๆ ท่าเรือกินมื้อเย็นรอให้พระอาทิตย์คล้อยต่ำกว่านี้เสียก่อน

ร้านอาหารมีหลายร้านอยู่แต่ส่วนใหญ่ปิดหมดแล้วเพราะเลวีส์เป็นเมืองเงียบๆ ไม่ค่อยมีใครมาเที่ยวครับ เห็นร้านกึ่งบาร์เปิดอยู่จึงจำเป็นต้องเข้าแล้วแหละ อยู่แคนาดามา 3 วันนิดๆ ยังไม่ได้ลองชิมอาหารท้องถิ่นที่ฮิตๆ กันเลย เราสั่ง The Buoy หรือ Classic poutine ที่ประกอบด้วย french fries, cheese curds, bacon, smoked meat, Davy Jones & mustard sauce จานละ 10 CAD ซึ่งเป็นราคามาตรฐาน และโค้กขวดเล็ก 3 CAD (โคตรแพง) และโดน tax อีกกี่ % ไม่รู้ สรุปจ่ายไปคนละเกือบ 15 CAD หรือประมาณ 380 บาท (เราแลกเงินไปในเรท 1 CAD = 25.50 บาท)

29

เกือบสามทุ่ม ได้เวลาอันสมควรแล้ว เดินไปยัง Promenade du Quai Paquet เก็บภาพตั้งแต่ท้องฟ้าครึ้มๆ จนมืดสนิทซึ่งให้อารมณ์และความงดงามแตกต่างกัน ดังภาพ

30 31 32 33 34

ยืนหนาวชื่นชมวิวที่ใฝ่ฝันจะได้เห็นด้วยตาตัวเองจนสาแก่ใจแล้ว 55 ก่อนสี่ทุ่มก็เดินกลับไปที่ท่าเรือ ขากลับเรือจะออกทุก 1 ชั่วโมงครับ

35

นั่งเรืออีก 12 นาทีก็กลับถึงฝั่งเมือง Québec

36

เดินตามถนนเล็กถนนน้อยในเมืองเก่าที่มีขนาดไม่ใหญ่เลยก็กลับไปที่ Escalier du Casse-cou อีกครั้ง ขึ้นบันไดเดินตามเส้นทางเดิมกลับโรงแรม

37

ข้ามคืนอย่างรวดเร็วเข้าสู่เช้าวันใหม่ วันที่ 5 ของทริปนี้เราจะเดินเที่ยวให้ทั่วเมือง Québec เลยครับ

เมืองเกเบ็กมีขนาดค่อนข้างเล็กใช้เวลาเดิน 2-3 ชั่วโมงก็ทั่วแล้ว แต่จะเสียเวลาตรงมีมุมให้ถ่ายรูปแบบรัวๆ นี่แหละ 55

สตาร์ทตอน 10 โมงเช้า เช็คเอาท์และฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่โรงแรม จากนั้นเดินลงถนน Côte de la Montagne เหมือนเมื่อวาน

38

ตรงผ่าน Escalier du Casse-cou ไปลงบันไดข้าง Musée de la Place-Royale พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของ New France

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mcq.org

39

จุดที่ลงบันไดไปถึงนั้นก็คือ Place-Royale จัตุรัสหลักในเขต Basse-Ville (Lower Town) ของเมืองซึ่งเป็นจุดที่ Samuel de Champlain มาตั้งรกรากในอเมริกาเหนือเป็นคนแรกเมื่อปีค.ศ. 1608 อย่างที่เล่าไปแล้วข้างต้นครับ

40

ทางทิศใต้ของจัตุรัสเป็นที่ตั้งของ Église Notre-Dame-des-Victoires โบสถ์โรมันคาทอลิกเล็กๆ ที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1687

41

เดินผ่านร้าน Géomania (ตรงข้ามกับโบสถ์) นิดเดียวก็ถึง La Fresque des Québécois กำแพงภาพวาดเฟรสโกที่ถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตตั้งแต่ยุคก่อตั้งเมืองจนถึงเกเบ็กสมัยใหม่

42

เดินกลับไปที่ Place-Royale ตรงผ่านข้างโบสถ์ Notre-Dame-des-Victoires ไปนิดเดียวก็ถึงถนน Rue Sous-le-Fort ซึ่งเป็นมุมถ่ายรูปเอกลักษณ์มุมหนึ่งของเมือง

43

เลี้ยวขวาเดินไปทางปราสาทบนเนินเขาก็ถึงถนน Rue du Petit-Champlain เหมือนเมื่อวาน

44 45

เลี้ยวขวาขึ้นบันได Escalier du Casse-cou เดินกลับทางเดิมขึ้นไปยัง Haute-Ville (Upper Town)

photo credit: www.mywanderlustylife.com
photo credit: www.mywanderlustylife.com

ถ้าขึ้น Escalier Frontenac (Frontenac Stairs) ตรง Porte Precott ก็จะขึ้นเขาไปยัง Château Frontenac ได้ แต่เราเลือกตรงไปจนสุดถนน Côte de la Montagne เลี้ยวซ้ายไปก็เห็นปราสาทอยู่ข้างหน้าแล้ว

47

ยังไม่ตรงเข้าถนน Rue du Fort ไปยังปราสาท แต่เลี้ยวขวาเข้าถนน Rue De Buade เข้าสู่ศูนย์กลางเมือง ทางขวามือคือ Basilique-Cathédrale Notre-Dame de Québec หรือ Notre-Dame de Québec (Our Lady of Quebec City)

48

มองตรงไปก็เห็น Hôtel de ville de Québec (City Hall of Quebec City) หรือที่ว่าการเมืองเกเบ็ก อาคารหลังนี้ถูกจัดให้เป็นอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติเมื่อปีค.ศ. 1984

49

เดินไปที่ด้านหน้าที่ว่าการเมืองแล้วเลี้ยวซ้ายไปก็เห็น Hôtel Clarendon และตึกสูง 18 ชั้น Édifice Price (Price Building)

50

จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนนแคบๆ ชื่อ Rue Sainte-Anne ข้าง Cathédrale Holy Trinity

51

ตรงไปไม่ไกลก็เจอสวนหย่อมที่ Place d’Armes และ Château Frontenac

52

Château Frontenac คือโรงแรมอลังการงานสร้างที่บริหารงานในนาม Fairmont Le Château Frontenac มีห้องพักกว่า 600 ห้อง เดิมทีปราสาทหลังนี้เรียกว่า Château Haldimand เคยเป็นที่พักอาศัยของข้าหลวงผู้ปกครองอาณานิคมของอังกฤษประจำ Lower Canada และ Quebec โรงแรมนี้ถูกจัดให้เป็นอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติเมื่อปีค.ศ. 1980

53 54 55

เดินไปยังทางเดินยาวที่เรียกว่า Terrasse-Dufferin เพื่อถ่ายรูปอีกด้านหนึ่งของปราสาท

56 57

ลองเดินเข้าไปชมภายในอาคารโรงแรมซึ่งตกแต่งหรูหราสมระดับจริงๆ ครับ

58 59

ออกจากโรงแรมกลับไปที่ Place d’Armes เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Rue Saint Louis ตรงไปราว 500 เมตร

60 61

เลี้ยวซ้ายก่อนออกประตูเมือง Porte Saint-Louis เดินตามป้ายบอกทางไป Citadelle ไม่ไกลก็ถึงทางเข้า Citadelle de Québec (Citadelle of Quebec) หรือที่รู้จักกันว่า La Citadelle ป้อมปราการโบราณในเขตประวัติศาสตร์ของเมืองเก่าเกเบ็กนี้เป็นสิ่งก่อสร้างทางการทหารที่เก่าแก่ที่สุดในแคนาดาตั้งอยู่บน Cap Diamant (Cape Diamond) ป้อมแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีค.ศ. 1985

62 63

ถ้าเสียเงิน 16 CAD (ประมาณ 410 บาท) เข้าชมป้อมก็จะได้เห็น Château Frontenac และวิวแม่น้ำ St. Lawrence ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปเอกลักษณ์ของที่นี่ แต่เราไม่ได้เข้าชมนะครับ ขอนำรูปมาให้ดูแทนละกัน

64 Citadelle

เดินกลับทางเดิมแล้วเลี้ยวซ้ายออกประตูเมืองตรงไปอีกราว 200 เมตรก็ถึง Jardins du Parlement เดินเข้าไปในสวนที่ตั้งของอาคาร Assemblée nationale du Québec ซึ่งเป็นอาคารหนึ่งของ Hôtel du Parlement (Parliament Building) หรือรัฐสภาแห่งรัฐ Quebec ที่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 9 ปี แล้วเสร็จในปีค.ศ. 1886

66

ถ้าเดินตรงต่อตามถนน Grande Allée Est อีก 1.2 กม. ก็จะถึง Musée national des beaux-arts du Québec (National Museum of Fine Arts of Quebec) พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ในเกเบ็กกว่า 37,000 ชิ้น พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมในวันอังคาร, พฤหัสบดี-อาทิตย์ 10.00-17.00 น. วันพุธเปิดถึง 21.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 18 CAD

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mnbaq.org

เราขอสิ้นสุดการเดินเที่ยวชมเมืองเกเบ็กที่รัฐสภาแห่งรัฐ Quebec พอครับ เดินกลับทางเดิมผ่าน Porte Saint-Louis ตรงไปยัง Restaurant Aux Anciens Canadiens ซึ่งเล็งไว้ว่าจะกลับมารับประทานมื้อกลางวันที่ร้านนี้ตั้งแต่ตอนเดินผ่านไป Citadelle แล้ว

67

ชื่อร้านนี้แปลว่าร้านอาหารแคนาดาเก่าแก่จึงทำให้เราอยากลองดูซิว่าจะมีเมนูอะไรน่าสนใจบ้าง เมนูที่นี่เป็นเซ็ต Daily specials ราคา 19.95 CAD ยังไม่รวมภาษีรัฐ 9.975% และภาษีประเทศอีก 5% สามารถสั่ง starter, main dish, เครื่องดื่ม และของหวานได้อย่างละ 1 เมนู ถ้าเมนูไหนมีวงเล็บอยู่ข้างหลังชื่อ เช่น (+5$) แปลว่าต้องจ่ายเพิ่ม 5 CAD ถ้าเลือกสั่งเมนูนั้น เห็นเมนูแล้วก็ไม่รู้หรอกครับว่าหน้าตาจะเป็นยังไง สั่งเท่าที่พอจะกินได้ละกัน ผมสั่ง starter เป็น Wild meat pâté อาหารจานหลักเป็น Coulibiac style salmon and its shrimp and vegetable fricassee เครื่องดื่มเป็นเบียร์สด และปิดท้ายด้วย Homemade sorbet

หน้าตาคูลๆ แบบนี้ แต่รสชาติธรรมดามากกก 😛

68 69 70

มื้อหมดไปคนละ 25 CAD (ประมาณ 640 บาท) รวมค่าทิปพนักงานเสิร์ฟแล้ว ค่าอาหารที่เกเบ็กโดยรวมค่อนข้างแพงเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดัง ถ้าเลือกร้านอาหารฝรั่งอารมณ์ประมาณร้านที่ผมกินทำใจเลยว่าต้องจ่ายค่ากินไม่ต่ำกว่า 25 CAD ชัวร์ครับ ถ้าเลือกร้านอาหารจีนก็โดนประมาณ 15 CAD

บ่าย 2 กว่าเอง ยังมีเวลาเหลืออีก 2 ชั่วโมงกว่าก่อนจะถึงเวลาเดินไปสถานีรถไฟเพื่อขึ้นรถไฟไป Montréal
เดินกลับไปที่ Place d’Armes และ Château Frontenac

71 72

เลี้ยวซ้ายเดินลงทางลาดของถนน Rue du Fort ถ้าตรงต่อไปก็จะกลับถึงโรงแรม แต่ขอผลาญเวลาด้วยการลงไปยัง Basse-Ville (Lower Town) เดินเล่นชิลล์ๆ แถว Quartier Petit-Champlain และ Place-Royale ยามบ่าย ผมว่าตรงเมืองเก่านี้ควรมาเที่ยวช่วงเช้าหรือไม่ก็เย็นครับเพราะท้องฟ้าตอนบ่ายไม่ค่อยสวยเท่าไหร่

73 74

ก่อน 5 โมงก็เดินกลับโรงแรมไปเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้และเดินประมาณ 800 เมตรไปสถานีรถไฟ Gare du Palais (Palace Station)

75

เย็นนี้เราจะเดินทางต่อไป Montréal ครับ โดยรถไฟขบวนหมายเลข 29 จะออกจากสถานีรถไฟเมือง Québec ตอน 17.45 น. และถึงสถานีรถไฟ Gare Centrale เมือง Montréal ในเวลา 20.58 น. ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 13 นาที

เราซื้อตั๋วรถไฟ Québec-Montréal ออนไลน์ทาง www.viarail.ca ราคารวมภาษีแล้ว 37.94 CAD (980 บาท)

photo credit: www.canadiantrainvacations.com
photo credit: www.canadiantrainvacations.com

ผมขอรีวิวเที่ยวเมือง Montréal แบบไม่ละเอียดเท่าไหร่นะครับเพราะเมืองนี้เป็นเมืองธุรกิจการค้าสำคัญหนึ่งของแคนาดา ไม่ได้มีที่เที่ยวโดดเด่นอะไร มอนทรีออลหรือมงเทรอัลเป็นใหญ่ที่สุดของรัฐ Quebec มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศรองจาก Toronto เรามาเมืองนี้เพื่อขึ้นเครื่องบินไปเมือง Calgary และต่อรถบัสไปเมือง Banff เพื่อเข้าชมทะเลสาบสุดงดงามในอุทยานแห่งชาติ Banff อย่างที่บอกไปตอนต้นครับ

photo credit: www.vacationstogo.com
photo credit: www.vacationstogo.com

อย่างไรก็ดี ผมขอแนะนำวิธีการที่ควรทำสำหรับคนที่จะเที่ยวชมเมืองมอนทรีออลและเดินทางไปสนามบินในวันเดียวกันคือควรซื้อ 1-day pass สำหรับผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไปราคา 10 CAD ใช้โดยสารรถสาธารณะของ Société de transport de Montréal (STM) หรือ Montreal Transit Corporation ได้ทุกประเภทภายใน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่เวลาที่ใช้ตั๋วครั้งแรก และใช้โดยสารรถ Shuttle service Aéroport P.-E.-Trudeau / Centre-ville หรือรถเมล์สาย 747 ไปสนามบิน Montréal–Pierre Elliott Trudeau ได้ด้วย (ปกติค่ารถไปสนามบินราคา 10 CAD)

ส่วนตั๋ว 1 trip ราคา 3.25 CAD, ตั๋ว 2 trip ราคา 6 CAD ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.stm.info

78

เราพักที่ Hotel Y de Montréal ที่ถนน Boulevard René-Lévesque Ouest ห่างจากสถานีรถไฟกลาง Montréal (Gare Centrale) ราว 750 เมตร ห้องพักคืนนี้ราคา 80 CAD + Tax 14.97% + City Tax 3.5% รวมเป็น 95.20 CAD (2,485 บาท) เป็นห้องน้ำรวมแต่สะอาดมากและไม่รวมอาหารเช้าครับ
(สถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือ Lucien-L’Allier)

79 80

ใช้ 1-day pass นั่งรถไฟใต้ดินและรถเมล์สลับกับเดินเที่ยวในบริเวณดาวน์ทาวน์ของเมืองซึ่งไม่ใหญ่โตเท่าไหร่ ใช้เวลาเที่ยวครึ่งวันเช้าก็โอเคแล้วถ้าไม่ได้ไปจุดชมวิวที่ Chalet du Mont-Royal บน Mont Royal (Mount Royal) ภูเขาทางทิศตะวันตกของศูนย์กลางเมืองครับ

ผมจะเรียงลำดับสถานที่จากจุดที่ใกล้สถานีรถไฟกลางมากที่สุดไปทางท่าเรือริมแม่น้ำ St. Lawrence จนกลับจากสถานีรถไฟใต้ดิน Champ-de-Mars ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง ปิดท้ายที่วิหาร Oratoire Saint-Joseph du Mont-Royal (Saint Joseph’s Oratory of Mount Royal) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง โดยไม่เลือกไปจุดชมวิวที่ Mont Royal เพราะวันนั้นท้องฟ้าหม่นหมอง ไปถึงก็ถ่ายรูปไม่สวยครับ

photo credit: www.johomaps.com
photo credit: www.johomaps.com

ดูแผนที่เมืองแบบ close up ประกอบนะครับ

photo credit: www.johomaps.com
photo credit: www.johomaps.com

เริ่มที่แรกเลยครับ Palais des congrès de Montréal (Montreal Convention Centre) ตั้งอยู่ที่ Place Jean-Paul Riopelle ใกล้กับ Square Victoria

83

ต่อด้วย Basilique Notre-Dame de Montréal (Notre-Dame Basilica) โบสถ์ศิลปะแบบโกธิคประยุกต์ตั้งอยู่ที่ Place d’Armes

84 85

ด้านข้างโบสถ์คือ Vieux Séminaire de Saint-Sulpice (Saint-Sulpice Seminary) วิทยาลัยสอนศาสนาแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของเมือง สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1657 อาคารนี้ถูกจัดให้เป็นอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติเมื่อปีค.ศ. 1980

86

เดินต่อไปทางแม่น้ำก็ถึง Pointe-à-Callière Museum (Museum of Archaeology and History) พิพิธภัณฑ์โบราณคดีและประวัติศาสตร์ของมอนทรีออล

87

ตรงเลียบแม่น้ำอีกไม่ไกลนักไปยัง Marché Bonsecours (Bonsecours Market) ตลาดกลางของมอนทรีออลอยู่ที่ถนน Rue Saint-Paul เมื่อปีค.ศ. 1849 อาคารหลังคาโดมแห่งนี้เคยเป็นอาคารรัฐสภาของ United Canada ในช่วงเวลาหนึ่งด้วย อาคารนี้ถูกจัดให้เป็นอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติเมื่อปีค.ศ. 1984

88

เดินกลับไปยัง Place Jacques-Cartier และตรงไปที่ Hôtel de Ville de Montréal (Montreal City Hall) ที่ทำการรัฐบาลของมอนทรีออล ที่ว่าการเมืองหลังนี้ถูกจัดให้เป็นอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติเมื่อปีค.ศ. 1984 เช่นกัน

89

เดินไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Champ-de-Mars นั่งรถไฟใต้ดินสายสีส้ม 10 สถานีไปลงที่สถานี Snowdon ออกจากสถานี ข้ามถนนไปที่ป้ายรถเมล์ที่อยู่ทแยงมุมกัน ขึ้นรถเมล์สาย 51 Édouard-Montpetit / Queen-Mary, 166 Queen-Mary ไปยัง Oratoire Saint-Joseph du Mont-Royal (Saint Joseph’s Oratory of Mount Royal) วิหารโรมันคาทอลิกแห่งนี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองและประเทศแคนาดา วิหารเซนต์โจเซฟสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ. 1967 ถือเป็นโบสถ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของแคนดาเลยทีเดียว สามารถเข้าชม Oratory ผ่านไกด์ทัวร์ได้ในราคา 5 CAD

ข้อูลเพิ่มเติมที่ www.saint-joseph.org

90 91 92

เราไม่ไปจุดชมวิวที่ Mont Royal ซึ่งต้องนั่งรถเมล์ 2 ต่อ และเดินขึ้นเขาอีก 600 เมตรครับ ขอนั่งรถไฟใต้ดินจากสถานี Snowdon กลับเข้าดาวน์ทาวน์ไปกินข้าวกลางวันที่ไชน่าทาวน์ (สถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือ Place d’Armes)

photo credit: www.mtlblog.com
photo credit: www.mtlblog.com

นั่งรถไฟใต้ดินกลับไปลงที่สถานี Lucien-L’Allier เดินกลับโรงแรมไปเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้และไปสนามบิน

ที่พักที่เราเลือกอยู่ใกล้ป้ายรถเมล์สาย 747 ซึ่งเป็นรถสายเดียวที่ใช้เดินทางไปสนามบินได้ ป้ายรถเมล์อยู่ฝั่งเดียวกับโรงแรมเลยและเป็นช่วงต้นทางด้วยคนจึงยังไม่แน่นครับ ถ้าไปขึ้นจากป้ายแถวสถานี Lionel Groulx ตามคำแนะนำในเว็บไซต์คนจะแน่นจนไม่มีที่นั่งและการจราจรในเมืองค่อนข้างติดขัด ต้องยืนเมื่อยไปตลอดทาง

94 bus 747

ใช้ 1-day pass นั่งรถ Shuttle service Aéroport P.-E.-Trudeau / Centre-ville (รถเมล์สาย 747) ไป Montréal–Pierre Elliott Trudeau International Airport (YUL) ถ้ารถไม่ติดจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที แต่เราไปช่วงเย็นๆ ซึ่งรถติดจึงใช้เวลาเกือบ 50 นาทีเลยครับ (ปกติค่ารถราคา 10 CAD รับเฉพาะเหรียญ)

เช็คตารางเวลารถเมล์ได้ที่ Bus 747 แต่จริงๆ รถมาบ่อยเหมือนกันนะครับ
เช็คเส้นทางรถเมล์ได้ที่ Bus 747 routes

สนามบินนานาชาติ Montréal–Pierre Elliott Trudeau ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห่างจากศูนย์กลางเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร

95 Montréal–Pierre Elliott Trudeau International Airport

เราจะบินไป Calgary เมืองใหญ่ในรัฐ Alberta ทางตะวันตกของประเทศ โดยซื้อตั๋วเครื่องบิน Montréal-Calgary ของสายการบิน Air Canada ทาง www.aircanada.com คลาสถูกที่สุดราคา 278.38 CAD (ประมาณ 7,200 บาท) และจะไปจ่ายค่า Checked Baggage 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 23 กก. อีก 28.74 CAD ที่เคาน์เตอร์เช็คอิน

Air Canada เป็นสายการบินกึ่ง low cost ตอนเช็คอินจึงต้องกดเครื่องอัตโนมัติที่มีหลายสิบเครื่อง ทำไม่ยากครับ ทำไปทีละขั้น ปรินท์ boarding pass และจ่ายค่าน้ำหนักกระเป๋าใหญ่ผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น เสร็จแล้วก็เดินไปที่เคาน์เตอร์เช็คอินเพื่อโหลดกระเป๋า

แต่สนามบิน Montréal นี้แบ่งเป็นเทอร์มินอลสำหรับไฟลท์บินไปสหรัฐอเมริกา กับไฟลท์บินภายในแคนาดา+ระหว่างประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทำให้เทอร์มินอลที่เราต้องใช้เต็มไปด้วยผู้โดยสารชนิดที่ต้องต่อคิวเช็คอินโหลดกระเป๋าเกือบ 2 ชั่วโมง ถึงเวลา boarding time แล้วเพิ่งจะโหลดกระเป๋าเสร็จ ต้องเข้าคิวยาวเหยียดผ่าน security check และเดินไปที่เกทอีก สรุปคือเราขึ้นเครื่องคนสุดท้ายแบบเกทกำลังจะปิดครับ โชคดีที่เกทอยู่หน้า security check เลย ไม่งั้นตกเครื่องแน่ ขอแนะนำให้มาถึงสนามบินก่อนสัก 3 ชั่วโมงเพื่อความไม่หวาดเสียวและต้องลุ้นกันเหงื่อแตกแบบเรานะครับ ระบบการจัดการของสายการบินและสนามบินไม่ดีเลยจริงๆ ครับ

18.55 น. Air Canada ไฟลท์ AC323 ออกเดินทาง (เส้นทาง Montréal-Calgary มีหลายไฟล์ต่อวัน) ไม่มีอาหารเสิร์ฟบนเครื่องนะครับ ต้องซื้อเอา ราคาอยู่ที่ 7 CAD ขึ้นไป สามารถเช็คเมนูและราคาในเว็บไซต์ของ Air Canada ก่อนได้ครับ

96 Air Canada

21.32 น. เดินทางถึง YYC Calgary International Airportใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง 37 นาที
เวลาของ Calgary ช้ากว่า Montréal 2 ชั่วโมง แปลว่าตอนนี้ตรงกับเวลา 5 ทุ่มครึ่งที่ Montréal ครับ

เราต้องนั่งรถเมล์เข้าเมืองอีกราวครึ่งชั่วโมงลงหน้าโรงแรมเลยครับ คืนนี้ค้างที่ Calgary 1 คืน พรุ่งนี้ก็จะไปเมือง Banff ซึ่งถือเป็นอีกไฮไลต์ของทริป Grand Canada นี้ รออ่านรีวิวตอนหน้าได้เลยครับ

97

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

Comments

comments