เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 11 “Eguisheim – Riquewihr – Colmar, FRANCE” ชมเมืองสีลูกกวาด..ฉูดฉาด..หยาดเยิ้ม

เที่ยวเอง รีวิว เอกีเชม ริเกอวีร์ โกลมาร์ ฝรั่งเศส eguisheim riquewihr colmar france
เที่ยวเอง ย้อนรอยทริป “เบเนลักซ์ – เยอรมัน – ฝรั่งเศส” อีกครั้ง

เดินทางมาถึงครึ่งทริปแล้วครับ วันที่ 8 นี้เราจะไปเที่ยว 2 หมู่บ้าน และ 1 เมืองสุดสวยของฝรั่งเศส คือ Eguisheim, Riquewihr และ Colmar

เมื่อวานเย็นเราเดินเที่ยวในเมือง Strasbourg และค้างคืนที่นั่น อ่านรีวิวตอนสตราสบูร์กได้ตามนี้เลย
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 10 “Strasbourg, FRANCE” ฝรั่งเศสน้อย ณ อัลซาซ

ครึ่งแรกของทริป เราไปเที่ยวเมืองต่างๆ ของ Belgium, Netherlands, Germany อ่านเรื่องราวตั้งแต่ตอนแรกได้เลยครับ
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 1 “Dinant, BELGIUM” เมืองริมน้ำอันงดงามดุจภาพวาด
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 2 “Brussels, BELGIUM” เมืองแห่งจัตุรัสกลางเมืองที่สวยที่สุดในโลก
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 3 “Brugge, BELGIUM” เมืองคูคลองสุดสวยจนต้องมาซ้ำ
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 4 “Gent, BELGIUM” เดินคูลๆ ในเมืองคูคลอง
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 5 “Amsterdam, NETHERLANDS” เสพสุขสีสันแห่งการใช้ชีวิต
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 6 “Giethoorn, NETHERLANDS” หมู่บ้านริมคลองน่ารักระดับโลก
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 7 “West GERMANY” เที่ยวตามแนวแม่น้ำไรน์: Cologne – Bonn – Bacharach
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 8 “West GERMANY” เที่ยวตามแนวแม่น้ำโมเซล: Burg Eltz – Cochem
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 9 “West GERMANY” ชมเมืองเก่า Heidelberg สุดคลาสสิกตลอดกาล

จาก Strasbourg เราต้องขึ้นรถไฟไปเมือง Colmar ก่อน แล้วนั่งรถเมล์ท้องถิ่นไปหมู่บ้าน Eguisheim และ Riquewihr  เดี๋ยวไปดูวิธีการเดินทางไปโดยรถสาธารณะซึ่งไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ แต่ก็สามารถทำได้เท่าที่เวลาอำนวยครับ

photo credit: vindeling.com

ออกจากโรงแรม ข้ามถนนเดินไปสถานีรถไฟ Gare de Strasbourg-Ville

ใช้บัตรโดยสารรถไฟยุโรป Eurail Global Pass ต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 ขึ้นรถไฟขบวน TER ซึ่งออกเดินทางในเวลา 07.21 น. ฟรี นั่งแค่ครึ่งชั่วโมงรถไฟก็เข้าจอดที่สถานีรถไฟ Gare de Colmar
(ปกติตั๋วรถไฟ Strasbourg – Colmar ชั้น 2 ราคา 12.60 ยูโร)

เช็คตารางเวลารถไฟท้องถิ่นฝรั่งเศสได้ที่ www.sncf.com เลือก Timetables & real-time traffic updates

photo credit: ontheworldmap.com
ไปหมู่บ้าน Eguisheim

ออกจากสถานีรถไฟ เดินไปที่ป้ายรถเมล์ทางขวามือ
8 โมงตรง ขึ้นรถเมล์ Lignes de Haute-Alsace สาย 440 (Colmar-Guebwiller) ซื้อตั๋ว Billet unitaire (single ticket) จากคนขับรถ ราคาใบละ 2.70 ยูโร

เช็คเส้นทางรถเมล์ได้ที่ www.vialsace.eu
เช็คเวลารถเมล์สายต่างๆ ได้ที่ www.haut-rhin.fr

นั่งไปทางทิศใต้ของเมืองแค่ 5 นาทีก็ลงที่ป้าย Eguisheim Poste ตรงวงเวียนเล็กๆ ที่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่

เดินตามป้ายบอกทางไป Centre Ville ตามถนน Grand-Rue ตรงเข้าสู่ตัวหมู่บ้าน (ระยะทางราว 400 เมตร)

photo credit: www.vipavi.es

Eguisheim ออกเสียงว่า “เอกีเชม” คือหมู่บ้านเล็กๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็น Les Plus Beaux Villages de France หรือ The most beautiful villages of France

เข้าเขตหมู่บ้านไปนิดเดียวก็เห็นถนนแคบๆ ทางซ้ายมือชื่อ Rue du Rempart Sud เดินเข้าไปถ่ายรูปมุมเอกลักษณ์ของเมืองตรงนี้เลย

เดินกลับไปที่ Grand-Rue เลี้ยวซ้ายเดินตามถนนสายหลักของเมืองผ่านอาคาร Château des Comtes d’Eguisheim ซึ่งปัจจุบันเป็นอาคาร Office de Tourisme d’Eguisheim et environs

เลยต่อไปยัง Place du Château จัตุรัสกลางเมืองเก่าที่มีบ้านเรือนสไตล์เรอเนสซองส์น่ารักๆ น้ำพุ Fontaine Saint-Léon IX ที่สร้างขึ้นระหว่างปีค.ศ. 1834-1836 และโบสถ์ศิลปะแบบนีโอโรมาเนสก์ที่เรียกว่า Chapelle Saint-Léon IX

ตรงต่อตามถนน Grand-Rue เส้นทางออกนอกหมู่บ้านทางทิศตะวันตก

ทางซ้ายและขวามีถนนหินแคบๆ ชื่อว่า Rue du Rempart Sud และ Rue du Rempart Nord ที่มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ หวานแหววให้กดชัตเตอร์รัวๆ ครับ สาวๆ น่าจะชอบหมู่บ้านนี้มากมายเลย 🙂

ทั้งหมู่บ้านมีแค่นี้ครับ รอบๆ เป็นไร่องุ่นแหล่งวัตถุดิบในการผลิตไวน์ชั้นยอดของอัลซาซ เดินเล่นชิลล์ๆ ชั่วโมงเดียวก็ทั่วแล้วครับ

เดินกลับทางเดิมไปที่ป้าย Eguisheim Poste เราเช็คตารางเวลารถเมล์สาย 440 ขากลับ Colmar มาแล้วว่ามีแค่ 2 เวลา คือ 07.33 น. และ 07.43 น. ซึ่งผ่านไปนานแล้ว เราจึงจะเรียกแท็กซี่กลับ แต่เดินหาแท็กซี่ตามจุดจอดรถของเมืองก็ไม่เห็นมีรถสักคัน (สงสัยเรามาเช้าไป) ไปยืนดักรอเรียกตรงหน้าที่ทำการไปรษณีย์เผื่อมีรถวิ่งผ่านไปผ่านมาบ้าง รออยู่นานเหมือนกัน ไม่มีแท็กซี่ผ่านมาเลย

พอดีเห็นป้าหน้าตาใจดีออกมาจากไปรษณีย์ ผมพอพูดภาษาฝรั่งเศสได้นิดหน่อยจึง parle français ส่งภาษาท้องถิ่นถามว่า Excusez-moi, Où je peux prendre un taxi pour Colmar? ซึ่งแปลว่า “โทษนะครับ ผมสามารถไปเรียกแท็กซี่ไปโกลมาร์ได้ที่ไหนครับ?” ป้าตอบเป็นภาษาฝรั่งเศสกลับมาว่า “ต้องโทรเรียกแท็กซี่นะ แต่จะไปโกลมาร์หรอ? เดี๋ยวไปส่งก็ได้ แกต้องผ่านทางนั้นอยู่แล้ว” ฟลุ๊กเลยงานนี้! 555 ป้าใจดีมาก ขึ้นรถกลับ Colmar ฟรีเลย ถ้าผมพูดฝรั่งเศสไม่ได้คงต้องรอสายกว่านี้หรือไม่ก็ต้องหาทางโทรเรียกแท็กซี่ไปส่งให้ได้ แต้มบุญแท้ๆ ^^

ป้าขับรถไปส่งถึงสถานีรถไฟ Gare de Colmar ระยะทางราว 6 กิโลเมตร

นั่งรออยู่ในสถานีรถไฟเป็นชั่วโมง พอใกล้ 11.10 น. ก็ออกจากสถานีเดินไปทางขวาเลยป้ายรถเมล์สาย 440 ที่ไป Eguisheim ไปนิดนึง ขึ้นรถเมล์ Lignes de Haute-Alsace สาย 106 จ่ายค่าตั๋วไป-กลับ Colmar-Riquewihr คนละ 6.10 ยูโร

เช็คตารางเวลารถเมล์ได้ที่ www.haut-rhin.fr เลือก 106 B คลิก Colmar – Route des Vins – Ribeauvillé ดูตรง Colmar Gare SNCF ซึ่งแปลว่าสถานีรถไฟโกลมาร์

นั่งรถไปทางทิศเหนือของเมืองผ่านไร่องุ่นอันกว้างใหญ่ตามหมู่บ้านต่างๆ ของอัลซาซ แค่ 33 นาทีก็ถึงทางเข้าหมู่บ้าน Riquewihr

photo credit: www.gite-riquewihr.com

Riquewihr คืออีกหนึ่งหมู่บ้านที่งดงามที่สุดของฝรั่งเศส หรือ Les plus beaux villages de France

เดี๋ยวเดินเข้ากลางหมู่บ้านไปชมว่าจะสวยหวานหยาดเยิ้มหยดย้อยขนาดไหนกัน

หมู่บ้านริเกอวีร์ก็ไม่แตกต่างจาก Eguisheim เท่าไหร่ครับ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีถนนสายหลักสายเดียวคือ Rue du Général-de-Gaulle สองข้างทางมีถนนแคบๆ แยกซ้ายขวาที่น่าแวะเข้าไปถ่ายรูปมากๆ และเต็มไปด้วยบ้านเรือนสไตล์ half-timbered สีสันฉูดฉาด แต่ Eguisheim จะเป็นสีพาสเทลใสๆ มากกว่า

Rue du Général-de-Gaulle
Rue des Trois Églises

เดินตามถนน Rue du Général-de-Gaulle ชมบ้านสีสันเจ็บแสบจี๊ดจ๊าดโดนใจไปเรื่อยๆ แวะซอยนั้นซอยนี้เข้าไปถ่ายรูปเป็นระยะๆ

ไม่นานก็มาถึงหน้า Tour du Dolder หอคอยซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของหมู่บ้านนี้

เดินลอดหอคอย Dolder ก่อนออกนอกประตูเมือง Porte Haute เห็นถนนทางซ้ายมือชื่อ Rue des Remparts มีมุมน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปเพลินๆ คร้าบ

เดินกลับเข้าถนน Rue du Général-de-Gaulle เลือกร้านอาหารท้องถิ่นรับประทานมื้อกลางวัน มื้อนี้กิน Pissaladière หรือ French Pizza หน้าแบบนี้ครับ

เสร็จแล้วก็เดินตามถนน Rue du Général-de-Gaulle กลับไปออกประตูเมืองแรกตอนที่มาถึง

รอรถเมล์สาย 106 ซึ่งจะมาถึงป้ายตอน 15.24 น. และเดินทางถึงป้ายสถานีรถไฟ Colmar Gare SNCF 4 โมงเย็น

เช็คตารางเวลารถเมล์ได้ที่ www.haut-rhin.fr เลือก 106 A คลิก Ribeauvillé – Route des Vins – Colmar

photo credit: ontheworldmap.com
เย็นนี้เราจะเดินเข้าเมือง Colmar ไปเที่ยวชมเมืองกัน

โกลมาร์คือเมืองเล็กๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็น capitale des vins d’Alsace (capital of Alsatian wine) หรือเมืองหลวงแห่งไวน์ของอัลซาซ บริเวณศูนย์กลางเมืองโดดเด่นด้วยบ้านเรือนสไตล์ half-timbered หลากสีสันประดับด้วยพุ่มดอกไม้ให้บรรยากาศน่ารักสดใสสุดๆ

จากลานน้ำพุที่ Place de la Gare ด้านหน้าสถานีรถไฟ Gare de Colmar เดินไปทางซ้ายตามป้ายบอกทางไป Centre Ville ตามถนน Avenue de la République ไปทางทิศเหนือ ตรงไปจนถึงสวน Parc du Champ de Mars เลี้ยวขวาเดินผ่านอาคารขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Préfecture

ตรงตามถนน Rue Bruat ไปจนถึงห้าแยก ให้แยกซ้ายเดินตามถนน Rue Bruat ต่ออีกไม่ไกลและตรงเข้าถนน Rue des Blés ก็เริ่มเห็นบ้านเรือนแบบ half-timbered โค้งซ้ายไปก็จะถึง Place des Six Montagnes Noires

เลี้ยวขวาเข้าถนน Rue Turenne ไปถ่ายรูปบ้านเรือนริมน้ำจากสะพานสั้นๆ ข้ามแม่น้ำสายเล็กๆ ชื่อ Lauch (ระยะทางจากสถานีรถไฟประมาณ 1 กิโลเมตร)

บริเวณนี้คือ La Petite Venise หรือ Little Venice ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของเมืองโกลมาร์

ข้ามสะพานแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Rue de la Poissonnerie

เดินชมบ้านเก่าสีพาสเทลไปยังจุดถ่ายรูปเอกลักษณ์ของ La Petite Venise

ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำ Lauch เดินตามถนน Rue des Écoles แวะเข้าไปเดินดูตลาดประจำเมืองที่เรียกว่า Marché couvert

ตรงไปจนสุดทางแล้วเลี้ยวขวาเดินตามถนน Grand’Rue นิดเดียวก็ถึง Ancienne Douane (Old Custom house) หรือที่รู้จักกันว่า Koïfhus อาคารสไตล์โกธิคและเรอเนสซองส์หลังนี้เป็นสถานที่เกิดของนายพล Jean Rapp และเป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1930 ปัจจุบันเป็นร้านอาหารและสถานที่จัดงานต่างๆ ชั่วคราว

เดินทะลุอาคารไปออกอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า Place de l’Ancienne Douane ที่มีน้ำพุ Fontaine Schwendi อยู่ตรงกลางจัตุรัส

ตรงนี้เป็นจุดถ่ายรูปบ้านสีสันจี๊ดจ๊าดริมคลองที่สวยงามอีกแห่งของเมือง

เดินกลับไปที่ถนน Grand’Rue

เลี้ยวขวาเดินอีกนิดก็เห็น Collégiale Saint-Martin หรือ Église Saint-Martin (St. Martin church) อยู่ทางซ้ายมือ เดินไปยังด้านหน้าโบสถ์สไตล์โกธิคที่สร้างด้วยหินสีชมพูเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1365

ตรงข้ามกับโบสถ์มีทางเข้าไปยัง Musée Bartholdi พิพิธภัณฑ์ที่สร้างอุทิศให้แก่นักปั้นท้องถิ่นนามว่า Auguste Bartholdi ที่สถานที่เกิดของเขา ที่ลานด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์มีรูปปั้นชื่อว่า Statue des grands soutiens du monde เป็นสัญลักษณ์

ออกจากพิพิธภัณฑ์ เลี้ยวขวาไปก็เห็น Maison Pfister (Pfister House) อาคารสไตล์เยอรมันเรอเนสซองส์ที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1537

ถ้าเดินตามถนน Rue des Marchands ตรงต่อไปสุดทางแล้วเลี้ยวซ้ายก็จะกลับไปที่ถนน Grand’Rue ที่เดิม

แต่เราเดินกลับไปที่โบสถ์ Saint-Martin เลี้ยวซ้ายเดินอ้อมไปด้านหลังโบสถ์แล้วเลี้ยวซ้ายเดินตามป้ายบอกทางไป Église des Dominicains (Dominican Church) โบสถ์เก่าแก่ที่มีภาพวาดของจิตรกรชื่อดังชาวเมือง Colmar นามว่า Martin Schongauer ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 1.50 ยูโร

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ The Dominican Church

ตรงต่อตามถนน Rue des Boulangers ไปจนถึงสามแยกที่บรรจบกับถนน Rue des Têtes

เลี้ยวขวาไปนิดเดียวก็ถึง Maison des Têtes (House of Heads) อาคารสไตล์เรอเนสซองส์เป็นหนึ่งในอาคารที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองโดยสร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1609

แยกซ้ายเข้าถนนเล็กๆ หน้า Maison des Têtes ตรงไปไม่ไกลข้ามถนน Rue Kléber ก็ถึง Musée Unterlinden (Unterlinden Museum) อาคารเก่าแก่แห่งนี้เดิมเคยเป็นอารามแม่ชีในศตวรรษที่ 13 และเป็นโรงอาบน้ำสาธารณะในปีค.ศ. 1906 ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงานศิละ Isenheim Altarpiece ของ Matthias Grünewald และชิ้นงานทั้งในท้องถิ่นและของนานาชาติ ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่อายุ 19 ปีขึ้นไปราคา 13 ยูโร

เช็คเวลาเปิด-ปิดและค่าเข้าชมได้ที่ visit Unterlinden Museum

จุดนี้เป็นที่เที่ยวสุดท้ายของโกลมาร์ ถ้าเดินกลับไปที่ถนน Rue Kléber เลี้ยวขวาไปก็จะเห็น Théâtre municipal de Colmar โค้งซ้ายเดินตรงอีกราว 900 เมตรก็จะกลับไปยังสถานีรถไฟ Gare de Colmar

แต่เราเดินกลับเข้ากลางเมืองไปยังถนน Grand’Rue ตรง Ancienne Douane (Old Custom house) ที่ผ่านมาแล้ว

เข้าร้าน Le Fer Rouge ไปจองโต๊ะสำหรับมื้อค่ำวันนี้ไว้ก่อนเพราะร้านนี้คนแน่นตลอดเว เดี๋ยวไปถ่ายรูปรอบๆ La Petite Venise ก่อนจะมืดแล้วค่อยกลับมากินอาหารอัลซาซที่ร้านชื่อดังแห่งนี้

เดินตามถนน Grand’Rue เส้นทางเดิม ลองเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Rue des Tanneurs ดูบ้าง แป๊บเดียวก็กลับไปที่แม่น้ำ Lauch

ข้ามสะพานเลี้ยวขวากลับไปที่สะพานเดิม

เดินตามถนน Rue de la Poissonnerie กลับไปยังสะพานแรกที่มาถึง La Petite Venise ก่อนพระอาทิตย์ตกพอดี

เดินกลับทางเดิมไปรับประทานมื้อค่ำแบบท้องถิ่นที่ร้าน Le Fer Rouge ที่ไปจองโต๊ะมาเมื่อกี๊

ผมสั่งอาหารอัลซาซแท้ๆ อย่าง Choucroute du chef เป็นกะหล่ำปลีดองกับไส้กรอกอัลซาซ เบคอนรมควัน เนื้อหมู และมันฝรั่ง จานนี้ 16.90 ยูโร (ประมาณ 650 บาท) กินคู่กับไวน์ขาว Riesling แก้วละ 4.10 ยูโร มาอัลซาซทั้งทีต้องลิ้มรสชาติไวน์นุ่มๆ กับอาหารท้องถิ่นอย่างชูครุทนะครับ 🙂

ปิดท้ายเที่ยวโกลมาร์ด้วยเมนูชั้นเลิศแล้วเดินกลับสถานีรถไฟ ขึ้นรถไฟขบวน TER รอบ 21.36 น. กลับถึงสถานีรถไฟ Gare de Strasbourg-Ville 4 ทุ่มนิดหน่อย

เช็คตารางเวลารถไฟท้องถิ่นฝรั่งเศสได้ที่ www.sncf.com เลือก Timetables & real-time traffic updates

เดินกลับโรงแรม ค้างคืนที่สตราสบูร์กอีก 1 คืน

พรุ่งนี้เช้าเราจะย้ายประเทศเข้าสู่ประเทศที่ 5 ของทริปนี้ นั่นคือ Luxembourg ติดตามรีวิวเที่ยว 3 เมืองของประเทศลักเซมเบอร์กได้ในตอนต่อไปครับ 😀

photo credit: www.toggenburgexperience.com

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

Comments

comments