เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 1 “Dinant, BELGIUM” เมืองริมน้ำอันงดงามดุจภาพวาด

เที่ยวเอง รีวิว ดินองต์ บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม dinant brussels belgium
เที่ยวเอง ย้อนรอยทริป “เบเนลักซ์ – เยอรมัน – ฝรั่งเศส” อีกครั้ง

ก่อนอื่นเลยต้องขอเท้าความเล่าให้ฟังนิดหน่อยครับว่าทริปนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร? จริงๆ เราเคยไปเที่ยวเองทั้ง 5 ประเทศในทริปนี้แล้วเมื่อหลายๆ ปีก่อนครับ บางประเทศก็ไปมาแล้วครั้งนึง บางประเทศก็ 2 ครั้ง แต่ไม่ได้ตั้งใจไปถ่ายรูปและคิดว่าจะกลับมาเขียนรีวิวเลย ประมาณว่า “เที่ยวมั่วๆ โนแพลน”

รีวิวทั้งหมดของเที่ยวเองจึงไม่มีประเทศในยุโรปตะวันตกอย่าง Belgium, Netherlands, Luxembourg, Germany, France ซึ่งเป็นเดสิเนชั่นท่องเที่ยวหลักในยุโรปของคนไทย ถ้าเที่ยวเองไม่มีรีวิว 5 ประเทศที่ว่าคงแปลกๆ เหมือนขาดสิ่งสำคัญของยุโรปไปได้ยังไง เพราะแบบนี้เราจึงต้องหวนกลับมาเที่ยวประเทศเดิมๆ และเส้นทางก็ใกล้เคียงกับคราวก่อนพอสมควรเพื่อเขียนรีวิวแบบจริงจังครับ

เส้นทาง BENELUX – GERMANY – FRANCE นี้วางแผนไม่ยากเพราะเคยไปแล้ว เอ้ย! ไม่ใช่ครับ เพราะเดินทางได้สะดวกรวดเร็วโดยรถไฟเป็นหลัก แต่ละเมืองอยู่ไม่ไกลกัน ใช้เวลาเดินทางเฉลี่ย 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น

photo credit: www.1830ndaytona.info

ครั้งนี้เราไม่ได้กะจะไปเที่ยวเมืองใหญ่เมืองดังแมสๆ เช่น ปารีส อัมสเตอร์ดัม บรัสเซลส์ แค่นั้น แต่เราตั้งใจไปเก็บเมืองเล็กๆ ที่มั่นใจว่าบางเมืองแฟนเพจยังไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วย เรียกว่าเปิดเมืองแปลกแต่สวยจนแทบอดใจไปไม่ไหวเลย 55

ไปดูแพลนของเราว่า วันไหนไปเที่ยวเมืองอะไรบ้าง กันเลย

วันแรก: Bangkok – Brussels Airport Zaventem, BELGIUM
             Brussels Airport – Dinant – Brussel-Centraal (Bruxelles-Central)

วันที่ 2: Brussels – Brugge (ฺBruges) – Gent (Ghent) – Brussels

วันที่ 3: Brussels – Leiden – Amsterdam – Leiden, NETHERLANDS

วันที่ 4: Leiden – Zwolle – Giethoorn – Zwolle

วันที่ 5: Zwolle – Köln (Cologne), GERMANY – Bonn – Koblenz – Bacharach – Koblenz

วันที่ 6: Koblenz – Burg Eltz – Cochem – Frankfurt – Heidelberg

วันที่ 7: Heidelberg – Strasbourg, FRANCE

วันที่ 8: Strasbourg – Colmar Eguisheim Riquewihr Strasbourg

วันที่ 9: Strasbourg – Luxembourg – Vianden – Esch-sur-Sûre – Luxembourg

วันที่ 10: Luxembourg – Metz – Paris

วันที่ 11-15: Paris และ one day trip ไปเมืองต่างๆ ของฝรั่งเศส คือ Rouen, Bordeaux, Semur-en-Auxois

วันที่ 16: Paris – Bangkok

วันที่ 17: ถึงกรุงเทพฯ

โปรแกรมบางวันอาจจะดูแน่นครับ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้แน่นอะไรเท่าไหร่ เพราะแต่ละเมืองอยู่ใกล้ๆ กัน นั่งรถไฟไม่กี่นาทีถึง บางเมืองเล็กนิดเดียว เดินแป๊บเดียวทั่ว บางเมืองก็เคยไปแล้ว จำทางได้ ใช้เวลาเที่ยวไม่นานเพราะมีจุดเที่ยวไม่กี่แห่งเท่านั้น และบางเมืองก็ไม่ได้เที่ยว แค่ใช้เป็นเมืองพักค้างคืนที่เหมาะสมครับ นอกจากนี้ช่วงที่ไปคือกลางเดือนกันยา สว่างประมาณ 8 โมงเช้า และมืดสนิทเกือบ 3 ทุ่มครับ วันนึงมีเวลาเที่ยว 11-12 ชั่วโมงเลย

แผนนี้มีสายการบินตรงจากเมืองไทยที่ลงตัวที่สุดคือ “การบินไทย” ครับ เพราะสามารถเลือกไฟลท์ Bangkok – Brussels และกลับจาก Paris ได้ เวลาขาไปคือดี เครื่องออกกลางคืน ไปถึงเบลเยี่ยมเช้า เที่ยวต่อได้เลยทั้งวัน ประหยัดเวลาเดินทางไปเยอะเลย

ลอง search หาตารางเวลาไฟลท์บินและซื้อตั๋วได้ที่ www.thaiairways.com โดยเลือก Multi City นะครับ

เมื่อได้ตั๋วเครื่องบินแล้วก็ต้องขอวีซ่าเชงเก้น ทริปนี้เราวางแผนจะอยู่ในประเทศฝรั่งเศสมากวันที่สุด แม้ว่าจะบินลงที่เบลเยี่ยมเป็นประเทศแรก จึงต้องยื่นขอวีซ่าจากสถานทูตฝรั่งเศสผ่านตัวแทนรับเรื่องของสถานทูตคือ TLScontact โดยเตรียมเอกสารตามปกติเหมือนการยื่นขอวีซ่าเชงเก้นทั่วไป

ขอวีซ่าเชงเก้นต้องทำยังไงบ้าง อ่านได้จาก

ขอวีซ่าเชงเก้นต้องทำยังไงบ้าง

แต่เอกสารสำคัญที่สถานทูตฝรั่งเศสจะพิจารณาเป็นพิเศษคือหลักฐานทางการเงิน โดยต้องแนบ Statement แสดงรายการเงินเข้าออกในบัญชีธนาคาร และหนังสือรับรองเงินฝากจากธนาคารดังกล่าว เอกสารพิเศษอีกอย่างคือสลิปท์เงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน พร้อมหนังสือรับรองการทำงานจากบริษัทฯ สำหรับกรณีที่ผู้ขอวีซ่าเป็นพนักงานทำงานประจำครับ

เช็คข้อมูลเพิ่มเติมต่างๆ ได้ที่ TLScontact

หลักฐานที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือ “ประกันการเดินทาง” ที่ครอบคลุมระยะเวลาทั้งหมดตลอดทริป (ตั้งแต่วันเดินทางออกจากบ้านจนถึงวันเดินทางกลับถึงบ้าน) ในวงเงินประกันที่คุ้มครองทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าการเคลื่อนย้ายฉุกเฉินอย่างน้อย 30,000 ยูโร หรือ 1,500,000 บาท

เราจึงเลือกใช้บริการของ AXA เพราะเป็นบริษัทประกันระดับสากลที่มีความน่าเชื่อถือสูง ได้รับรางวัลแบรนด์ประกันอันดับ 1 ของโลกถึง 9 ปีซ้อน มีแผนความคุ้มครองให้เลือกตามความต้องการในราคาเหมาะสมและมีบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงไม่ว่าอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม นอกจากนี้ยังสามารถซื้อทางออนไลน์ได้ง่ายๆ สะดวกรวดเร็ว ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ทุกๆ ครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศนั้นควรทำประกันการเดินทางไปด้วยเพื่อให้อุ่นใจตลอดทริปว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินไม่คาดคิดหรือเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา เราจะมีความคุ้มครองที่สามารถขอเคลมค่าเสียหายจากเหตุดังกล่าวคืนภายหลังได้ครับ

เช็คข้อมูลเพิ่มเติมและซื้อประกันการเดินทางได้ที่ AXA Insurance

พิเศษ ตั้งแต่วันที่ 1-30 พ.ย. 2560 ซื้อประกันเดินทาง AXA ครบ 500 บาท รับฟรีบัตร Starbucks 150 บาท ซื้อครบ 1,000 บาท รับบัตร Starbucks 300 บาท นะครับ

เมื่อทำการลงทะเบียนในเว็บไซต์ของ TLS นัดหมายวันเข้ายื่นขอวีซ่า เตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้ครบถ้วนแล้วก็เดินทางไปศูนย์ยื่นวีซ่า TLScontact ที่อาคารสาทรซิตี้ทาวเวอร์ ชั้น 12 ถนนสาทรใต้ ยื่นเอกสารและชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า 60 ยูโร เป็นเงินไทย 2,317 บาท (แต่ละเดือนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ) + ค่าบริการตัวแทนรับเรื่องของสถานทูต (TLS) 1,119 บาท รวมแล้วเป็น 3,436 บาท

แต่ถ้าไม่อยากเสียค่าบริการตัวแทนรับเรื่องของสถานทูต (TLS) ก็สามารถยื่นขอวีซ่าโดยตรงจากสถานทูตฝรั่งเศสได้ แต่ต้องโทรนัดวันผ่าน TLS ล่วงหน้าก่อนวันเดินทาง 2-3 เดือน เพราะคิวยาวมากและสถานทูตเปิดรับเรื่องขอวีซ่าแค่วันจันทร์วันเดียว

หลังจากได้วีซ่าเชงเก้นแล้วก็จัดการเรื่องบัตรโดยสารรถไฟ Eurail Pass เพราะทริปนี้เราวางแผนจะเดินทางโดยรถไฟเป็นหลักและจะขึ้นๆ ลงๆ หลายสิบเที่ยว มีใช้รถเมล์ท้องถิ่นบ้างนิดหน่อย (บางคันก็ใช้ Eurail Pass ขึ้นฟรีได้) การเดินทางในประเทศยุโรปตะวันตกโดยเฉพาะใน 5 ประเทศที่เราจะไปเที่ยวนี้สามารถใช้บริการรถไฟได้สะดวก นั่งรถไฟระหว่างเมือง/ระหว่างประเทศใช้เวลาน้อยกว่ารถบัส แต่ราคาตั๋วค่อนข้างแพง ถ้าเป็นรถไฟความเร็วสูงหรือรถไฟด่วนพิเศษจะมีราคาแพงมาก เราจึงต้องคำนวณดูว่ารถไฟจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมือง (point to point) แต่ละเที่ยวมีราคากี่ยูโร เมื่อรวมค่าตั๋วรถไฟทุกเที่ยวที่จะใช้แล้วเป็นเท่าไหร่ โดยพยายามใช้รถไฟความเร็วสูงขบวนต่างๆ เท่าที่จำเป็นและเลือกใช้ขบวนรถไฟธรรมดาหรือรถไฟท้องถิ่นที่มีเวลาลงตัวกับแผนให้มากที่สุดเพราะถ้าต้องการใช้รถไฟความเร็วสูงจะต้องจ่ายค่าจองที่นั่งอีก 10-25 ยูโรแล้วแต่ขบวน ไม่สามารถขึ้นรถไฟฟรีโดยใช้ Eurail Pass ได้

ผลสรุปที่ได้คือค่าตั๋วรถไฟ 2nd Class + รถเมล์ ทั้งหมดตามแผนราคาประมาณ 780 ยูโร หรือประมาณ 31,000 บาท เราจึงเลือกใช้ Eurail Global Pass 1st Class ซะเลยเพราะมีราคา 766 ยูโร ถูกกว่าตั๋วรถไฟชั้น 2 อีกครับ 555 (ปกติต้องเสียค่าออกตั๋วอีกใบละ 800 บาท แต่ได้โปรไม่คิดค่าออกตั๋วด้วย) แถมยังได้นั่งรถไฟชั้น 1 ที่สะดวกสบาย ไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวซื้อตั๋วจากเคาน์เตอร์ทีละขาๆ (บางสถานีคนเยอะมากกก) ไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนหรือบางขบวนในเส้นทางยอดฮิตยังไม่มีที่นั่งด้วยซ้ำครับ

Eurail Global Pass หรือบัตรโดยสารรถไฟยุโรป (Rail Europe) ที่เราใช้สามารถใช้เดินทางโดยรถไฟครอบคลุม 28 ประเทศทั่วยุโรปได้แบบไม่จำกัดจำนวนครั้งภายใน 22 วัน รวมทั้งใช้ขึ้นรถบัส รถเมล์ และเรือบางสายได้อีกด้วย แต่ก็มีข้อยกเว้นคือพวกรถไฟความเร็วสูง เช่น ขบวน Thalys, ICE, TGV, Eurostar, AVE และขบวนที่ขึ้นต้นด้วย Freccia เป็นต้น และรถไฟข้ามคืนที่ fix ที่นั่งจะต้องเสียค่าจองที่นั่งเพิ่มอีกเที่ยวละตั้งแต่ 10-25 ยูโรตามที่บอกไปแล้ว และใช้โดยสารรถไฟขบวนพิเศษ scenic train ชมวิวหรือรถไฟขึ้นยอดเขาของสวิตเซอร์แลนด์ฟรีไม่ได้ แต่จะได้รับเป็นส่วนลด 20-50% แทน

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Rail Europe

ขอแนะนำว่าถ้าวางแผนจะเดินทางโดยรถไฟเยอะมากจริงๆๆๆ เหมือนเราก็ควรซื้อ Eurail Pass ประเภทที่เหมาะสมกับจำนวนประเทศและจำนวนวันที่จะไป โดยแต่ละประเทศที่จะไปนั้นควรไปเที่ยวหลายๆ เมืองด้วยจึงจะคุ้มราคา Eurail Pass ครับ แต่ถ้าจะรู้จริงๆ ว่าซื้อ Eurail Pass แพงกว่าซื้อตั๋วทีละเที่ยวมั้ย? ก็ต้องลองหาราคาตั๋วทุกเที่ยวแล้วเอามาบวกกันให้หมด แต่บางเส้นทางก็ไม่โชว์ราคาตั๋วรถไฟในเว็บทางการของการรถไฟแต่ละประเทศหรือราคาที่โชว์ในเว็บกับราคาตอนซื้อที่เคาน์เตอร์ไม่เท่ากันก็มีเช่นกัน ทำให้อาจกำหนดค่าเดินทางเป๊ะๆ 100% ไม่ได้ครับ ถ้าถัวๆ แล้วค่า Eurail Pass แพงกว่าการซื้อตั๋วรถไฟทีละเที่ยวก็ซื้อพาสไปเถอะครับ คิดซะว่าจ่ายแพงหน่อยเพื่อซื้อความสะดวกสบายละกัน 555

พาร์ทข้อมูลเรื่องการเตรียมตัวก่อนเดินทางยาวหน่อยนึงนะครับ ผู้อ่านจะได้เข้าใจและเตรียมวางแผนทริปของตัวเองได้ ทริปนี้เที่ยวแต่ละเมืองไม่ยากครับ สิ่งที่ยากคือการจัดเรียงเส้นทางต่างหากว่าจะเริ่มต้นที่ไหน ไปไหนบ้างเพราะมีเมืองน่าเที่ยวเพียบ ไปเมืองอะไรก่อนหลัง เมืองนั้นควรไปถึงตอนเช้าหรือเย็นเพื่อจะได้ภาพสมใจอยาก และทำยังไงให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเพราะค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าโรงแรม ค่าเข้าชมสถานที่ ฯลฯ ถือว่าแพงมากทีเดียว

เอาล่ะครับ เข้าเรื่องเที่ยวเลยดีกว่า
วันแรกของทริป “เบเนลักซ์ – เยอรมัน – ฝรั่งเศส”

เราเดินทางจากกทม. โดยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 934 ซึ่งออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 00.30 น. หรือเที่ยงคืนครึ่ง

กินๆ นอนๆ ข้ามทวีปประมาณ 12 ชั่วโมง ก็เดินทางถึง Brussels Airport Zaventem ในเวลา 07.40 น. เวลาเบลเยี่ยม

สนามบินนานาชาติ Brussels Zaventem ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือห่างจากศูนย์กลางกรุงบรัสเซลส์
เมืองหลวงของประเทศเบลเยี่ยม ราว 14 กิโลเมตรจากสนามบินสามารถนั่งรถไฟเข้าตัวเมืองบรัสเซลส์ได้อย่างสะดวก ใช้เวลา 15-30 นาที ถ้าเลือกลงที่สถานีรถไฟกลาง Brussel Centraal (Bruxelles Central) ก็จะถึงใจกลางเมืองเลย

ค้นหาตารางเวลาและค่าตั๋วรถไฟได้ที่ www.belgianrail.be

เว็บการรถไฟเบลเยี่ยมหาราคาตั๋วค่อนข้างยากครับ เมื่อหน้าจอแสดงตารางเวลารถไฟที่ search แล้ว ให้ชี้ที่สัญลักษณ์ตัว D ทางขวา แล้วคลิ๊ก Diabolo surcharge เมื่อเปลี่ยนหน้าจอก็คลิ๊กที่ Buy your Diabolo fee online และใส่ข้อมูลตามรูปข้างล่างนี้ กด Calculate price เพื่อเช็คราคา

ค่าตั๋วรถไฟชั้น 2 แบบ Standard Ticket สำหรับผู้ใหญ่ที่โชว์คือ 8.80 ยูโร ไม่แน่ใจว่าต้องมีค่า Diabolo fee (Brussels Airport) เพิ่มอีก 5.20 ยูโรหรือไม่นะครับ ข้อมูลในเว็บไม่ชัดเจน และเราใช้ Eurail Global Pass ด้วยจึงไม่ต้องซื้อตั๋วรถไฟครับ

เช้านี้เราจะยังไม่เข้าเมือง Brussels (Bruxelles) แต่จะไปเที่ยวเมืองเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลชื่อว่า Dinant แล้วช่วงบ่ายค่อยกลับเข้าไปเที่ยวเมืองหลวงของเบลเยี่ยมและค้างคืนที่นั่น 2 คืน เพราะบังเอิญลอง search เล่นๆ แล้วเห็นว่ามีรถไฟตรงจากสนามบินไป Dinant ได้เลยโดยไม่ต้องไปเปลี่ยนขบวนที่บรัสเซลส์

photo credit: leosdunord.info

ก่อนขึ้นรถไฟก็ต้องทำการเปิดใช้บัตรโดยสารรถไฟยุโรป Eurail Global Pass ที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วในสถานีรถไฟซึ่งอยู่ที่ชั้นใต้ดินสุดของอาคารสนามบิน (เดินตามป้ายบอกทางรูปรถไฟลงบันไดเลื่อนไปนะครับ)

แต่รถไฟไม่ว่าจะออกจากสนามบินไปที่ไหนหรือจากเมืองอะไรมายังสนามบินจะต้องเสียค่าพิเศษที่เรียกว่า Diabolo fee (Brussels Airport) เพิ่มอีกใบละ 5.20 ยูโร แม้ว่าจะมี Eurail Pass ก็ตาม เมื่อได้ตั๋วมาแล้วก็สแกนตั๋วผ่านลงไปที่ชานชาลา 2 (ปกติตั๋วรถไฟ Brussels Airport Zaventem – Dinant ชั้น 2 ราคา 20 ยูโร)

เราเลือกรถไฟขบวน IC 2509 ที่ออกจากสนามบินตอน 09.17 น. (ปกติรถไฟขบวน IC ใช้ Eurail Pass ขึ้นฟรี)
ถ้าไม่ทันขบวนนี้ต้องรออีก 1 ชั่วโมง

ค้นหาตารางเวลารถไฟเบลเยี่ยมและราคาตั๋วได้ที่ www.belgianrail.be

นั่งรถไฟชั้น 1 สุดสบายไป 1 ชั่วโมง 46 นาที 11 โมงนิดๆ ก็ถึงสถานีรถไฟ Gare de Dinant
(คำว่า Gare แปลว่าสถานีรถไฟ)  เสียค่าฝากกระเป๋าคนละ 5 ยูโร

สถานีรถไฟของ Dinant อยู่ไกลจากสะพานทางเข้าเมืองหลักแค่ 200 เมตร

photo credit: www.belgiumtheplaceto.be

พร้อมเดินชมเมือง Dinant เมืองเล็กๆ น่ารักริมฝั่งแม่น้ำ Meuse (Maas) ห่างจากกรุงบรัสเซลส์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว 100 กิโลเมตร

ออกจากสถานีรถไฟ เดินไปทางขวานิดเดียวก็ถึงสะพานข้ามแม่น้ำ Meuse ที่มีชื่อว่า Pont Charles de Gaulle มองข้ามแม่น้ำไปก็เห็น Collégiale Notre Dame de Dinant (Collegiate Church of Our Lady) หรือโบสถ์ Notre Dame แห่งดินองต์

โบสถ์ศิลปะแบบโกธิคแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 มีหอคอยรูปหัวหอมเป็นเอกลักษณ์ แต่เดิมโบสถ์นี้ถูกสร้างขึ้นในสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์แต่ได้รับความเสียหายจากก้อนหินขนาดใหญ่ตกจากหน้าผาลงมาใส่เมื่อปีค.ศ. 1227

ที่เชิงสะพานมีรูปปั้นนายพล Charles de Gaulle ประธานาธิบดีคนที่ 18 แห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส

ส่วนบนสะพานมีแซ็กโซโฟนลวดลายสีสันต่างๆ เรียงไปตามแนวของสะพานเพราะเมืองนี้เป็นบ้านเกิดของ Adolphe Sax ผู้ประดิษฐ์แซ็กโซโฟนคนแรก

บนเนินเขาด้านหลังโบสถ์เป็นที่ตั้งของ Citadelle de Dinant (Citadel of Dinant) หรือป้อมปราการประจำเมืองที่เริ่มสร้างในศตวรรษที่ 11 และได้รับการบูรณะหลายต่อหลายครั้งจนถึงช่วงปีค.ศ. 1815-1821

ข้ามสะพานไปที่ด้านหน้าโบสถ์ Notre Dame ก่อนจะตรงไปที่จุดขึ้น téléphérique หรือกระเช้าลอยฟ้าไปบนเขา
ขอเลี้ยวซ้ายเดินประมาณร้อยเมตรไป Maison Adolphe Sax บ้านของ Adolphe Sax ผู้ประดิษฐ์แซ็กโซโฟนเป็นคนแรก เดินเข้าไปดูข้างในเล็กน้อยครับ

เดินกลับไปที่โบสถ์แล้วเลี้ยวซ้ายไปที่ทางขึ้น Citadelle de Dinant ซึ่งเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 10.00-18.00 น. ในช่วงเดือนเม.ย.-ก.ย. ค่าเข้าชมป้อม + ค่า téléphérique สำหรับผู้ใหญ่ราคา 8.50 ยูโร เด็กอายุ 4-12 ขวบ 6 ยูโร หรือจะเดินขึ้นบันได 408 ขั้นเพื่อไปชมวิวเมืองจากมุมสูงจากป้อมก็ได้ แต่ก็ต้องจ่าย 8.50 ยูโรเหมือนกัน

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Citadel of Dinant opening hourCitadel of Dinant entrance fee

นั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อเก็บภาพ top view ของเมืองดินองต์

จะเห็นภาพแบบนี้ครับ

นั่งกระเช้าลงเขากลับไปที่เดิมและเดินกลับสถานีรถไฟ Gare de Dinant แวะคาเฟ่สั่งชุดแซนด์วิชสไตล์ยุโรปง่ายๆ และกาแฟร้อนที่ร้านใกล้ๆ สถานีรถไฟ

จากนั้นก็เข้าเมืองหลวงโดยรถไฟขบวน IC 2534 ในเวลา 12.57 น. ใช้ Eurail Global Pass ขึ้นรถไฟฟรี (ปกติตั๋วรถไฟ Dinant-Brussels ชั้น 2 ราคา 13.30 ยูโร) รถไฟขบวนนี้ต้องหยุดเปลี่ยนขบวนที่สถานีรถไฟ Brussel-Luxemburg (Bruxelles-Luxembourg) โดยต้องต่อขบวน IC 2434 ตอน 14.37 น. และเดินทางถึงศูนย์กลางกรุง Brussels (Bruxelles) ที่สถานีรถไฟกลาง Brussel Centraal (Bruxelles Central) 14.52 น. ใช้เวลาเดินทางรวม 1 ชั่วโมง 55 นาที

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

Comments

comments