Wakayama – Mie ชายฝั่งมรดกโลกและเส้นทางแสวงบุญศักดิ์สิทธิ์

ขึ้นชื่อว่า “ญี่ปุ่น” แล้ว ไปกี่ครั้งก็ไม่พอ ไปได้เรื่อยๆ เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายแง่มุมตามความสนใจของแต่ละคนจริงๆ ครับ ไม่นับรวมถึงเรื่องอาหารการกินที่มีหลายคนจัดทริปเพื่อไปตะลุยกินโดยเฉพาะ

ช่วงหลังปีใหม่ที่ผ่านมา เราได้ไปเยือนญี่ปุ่นอีกครั้งในเส้นทางไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดทั้งปี เส้นทางที่ไปมาคือแถบภูมิภาคคันไซในจังหวัด Wakayama และ Mie ครับ โดยวางแผนใช้ตั๋ว JR Pass แบบ “Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass” ที่ครอบคลุมเส้นทางท่องเที่ยวหลักๆ ทั้งหมดเลย เรียกว่าซื้อใบเดียวคุ้ม!

นอกจากนี้จะยิ่งประหยัดมากขึ้นถ้าเลือกใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตที่มีสิทธิประโยชน์ในญี่ปุ่นเยอะๆ บัตรที่แนะนำคือของกรุงศรีทุกประเภท ผมใช้ทั้ง VISA และ JCB ที่ญี่ปุ่นคือเวิร์คมากครับ

กลับมาเรื่องเส้นทางการเดินทาง ในบริเวณคาบสมุทร Kii มีชื่อเสียงจากการเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เส้นทางแสวงบุญสำคัญ และทัศนียภาพของชายฝั่งมรดกโลกอันอุดมสมบูรณ์ที่ครบถ้วนด้วยอาหารทะเลรสเลิศ ทุกอย่างจึงตอบโจทย์ทริปนี้ของเราพอดีเลย

ถ้าอยากสัมผัสความเป็นท้องถิ่นแบบเรียบง่ายตามแบบฉบับชาวประมงญี่ปุ่น ไหว้พระทำบุญขอพร ชื่นชมความงามของชายฝั่งแปลกตา รวมทั้งพักผ่อนเมืองชายหาดในช่วงฤดูร้อน เส้นทางนี้ถือว่าเหมาะมากๆ ในการมาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งหน้าครับ แนะนำเลย

วันแรก เดินทางออกจากเมืองไทยด้วยสายการบินไทยมาถึงสนามบินคันไซในช่วงเย็น เรามุ่งหน้านั่งรถไฟลงไปทางใต้ที่เมือง Shirahama เพื่อพักค้างคืนที่นี่ อาหารมื้อแรกก็เป็นโอเด้งเครื่องเต็ม ซาชิมิที่มีปลาแปลกๆ แล้วก็เมนูย่างๆ ของโปรด และที่พลาดไม่ได้คือเหล้าบ๊วยต้นตำรับที่โด่งดังมากๆ ในเมืองนี้

คืนแรกพักที่ Sanrakuso Hotel โรงแรมริมชายหาดในเมือง Shirahama ที่ตกแต่งแบบญี่ปุ่นย้อนยุค ที่นี่มีออนเซ็นส่วนกลางให้แช่กันได้ตามสบายด้วย

ทริปนี้เราไม่ได้แลกเงินสดไปเยอะเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะพกบัตรเครดิตมาด้วย อย่างบัตรเครดิตกรุงศรีทุกประเภทถ้ามาญี่ปุ่นนี่มีสิทธิประโยชน์เพียบเลย ไม่ว่าจะใช้ที่ร้านค้าร้านอาหารทั่วไปหรือในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมทั้งหมดกว่า 368 สาขา ก็มีส่วนลดสูงสุดให้ถึง 10% แถม Tax Refund อีก 8% ด้วย เรียกว่าพกมาบัตรเดียวคุ้มเลยครับ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องขั้นตอนการรับสิทธิและร้านค้าที่ร่วมรายการได้ที่ krungsricard

Shirahama เป็นเมืองรีสอร์ทริมทะเลในเขตจังหวัด Wakayama ซึ่งมีชื่อเสียงจากชายหาดขาวสะอาดเนียนตาความยาว 800 เมตรและแหล่งน้ำแร่ที่เหมาะกับการทำออนเซ็น จริงๆ ฤดูกาลท่องเที่ยวหลักอยู่ช่วงหน้าร้อนคือเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมที่มีเทศกาลดอกไม้ไฟในทุกค่ำคืน มาหน้าหนาวมันก็เลยเงียบๆ นิดหน่อย วิวนี้ถ่ายจากหน้าต่างห้องที่โรงแรม

อย่างที่บอกแต่แรกว่าทริปนี้เราเดินทางด้วยรถไฟเป็นหลักเลยซื้อ JR Pass แบบ “Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass” ดีกว่าเพราะใช้เดินทางด้วยรถไฟ JR ได้แบบไม่จำกัดเที่ยวครอบคลุมตั้งแต่สนามบินคันไซของ Osaka อ้อมวนรอบคาบสมุทร Kii ไปจนถึงเมือง Nagoya รวมถึงเมือง Nara ด้วย โดยต้องซื้อมาก่อนผ่านเอเจนซี่ในเมืองไทยเท่านั้นครับ ราคาแบบ 5 วัน 11,000 เยน

นอกจากพาสนี้จะใช้ขึ้นรถไฟท้องถิ่นได้แล้ว รถไฟด่วนในพื้นที่ก็ขึ้นได้เหมือนกัน (ยกเว้นสาย Haruka) โดยขึ้นได้ทั้งหมด 4 รอบ แต่ต้องมาจองที่นั่งก่อนที่สถานีนะครับ รวมทั้งรถบัสรถเมล์ในบางเมืองก็ใช้ขึ้นได้ฟรีเช่นกัน

เริ่มต้นเที่ยวด้วย Senjojiki ลานหินบริเวณปลายสุดของแหลมเซะโตะซะกิที่เป็นจุดชมวิวสำคัญของเมือง Shirahama มีลักษณะเป็นลานหินสีขาวขนาดใหญ่ที่เกิดจากการกัดเซาะของคลื่นน้ำทำให้เกิดเป็นเกาะแก่งหินสวยงามขนาดใหญ่

การเดินทาง: รถเมล์ป้าย s-21 (ตั๋วรถเมล์แบบ 1 วัน ราคา 1,100 เยน นั่งได้ไม่จำกัดภายใน 1 วัน ซื้อได้ที่สถานีรถไฟ Shirahama)

มาต่อที่ Sandanbeki Rock Cliff หน้าผาหินความสูงกว่า 50 เมตรที่เป็นอีกจุดชมวิวของเมืองซึ่งอยู่ถัดออกไปไม่ไกล นอกจากความสวยงามในแง่ธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังมีเรื่องราวและความลับที่ว่าเคยเป็นฐานลับของโจรสลัดมาก่อนอีกด้วย โดยด้านล่างมีโพรงถ้ำที่สามารถเข้าไปด้านในได้ แต่ต้องเสียค่าเข้าชม เรามีเวลาไม่มากพอเลยไม่ได้เข้าไป

การเดินทาง: รถเมล์ป้าย s-24

ชมวิวจนอิ่มแล้วก็ขึ้นรถเมล์ย้อนกลับมาที่ Engetsu Island เกาะหินรูปร่างแปลกประหลาดนอกชายฝั่งทางตะวันตกของเมือง Shirahama ซึ่งมีชื่อทางการว่า Takashima เกาะดังกล่าวมีลักษณะเป็นรูตรงกลางซึ่งเป็นถ้ำทะเล โดยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดของญี่ปุ่น

การเดินทาง: รถเมล์ป้าย s-54

ขนมขึ้นชื่อของเมือง Shirahama คือขนมลุงหนวดที่ชื่อว่า Kagerou denshaku ลักษณะเป็นแป้งนุ่มๆ สอดไส้ครีมสดหรือช็อกโกแลต ราคา 100 และ 130 เยน อร่อยฟินจริงๆ

ใกล้เที่ยงแล้วเลยไปฝากท้องที่ Toretore Market ตลาดท้องถิ่นของ Shirahama ที่มีสินค้าหลายชนิดให้เลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็น อาหารทะเลสดที่มีบริการปรุงสุกพร้อมทาน หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตตามกระบวนการดั้งเดิม ไฮไลต์อีกอย่างคือการโชว์แร่ปลาทูน่าแบบสดๆ ที่มีวันละ 2 รอบ ไม่ได้กำหนดเวลาตายตัว แต่ปกติเป็ช่วงเที่ยงๆ ก่อนจะโชว์จะสั่นระฆังบอกล่วงหน้า นอกจากนี้ยังมีส่วนขายอาหารญี่ปุ่นราคาย่อมเยาให้ฝากท้องกันได้อีกด้วย

การดินทาง: รถเมล์ป้าย s-5

อิ่มท้องแล้ว ตอนแรกตั้งใจจะใช้รถไฟด่วนยาวถึงสถานี Kii-Katsuura แต่ลมแรงเกินไป รถไฟวิ่งไม่ได้ ทำให้ต้องใช้เส้นทางถนนแทน ระหว่างทางพอมาถึงเขตเมือง Kushimoto ซึ่งอยู่ทางใต้สุดของคาบสมุทร Kii เห็นแนวหินแปลกตานี้เรียงกันอยู่เลยขอแวบลงไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึกหน่อย กองหินนี้มีชื่อว่า Hashiguiiwa Rocks ตั้งเรียงรายเป็นแถวยาวตลอดริมชายฝั่งทะเลระยะทางกว่า 850เมตร เกิดจากการรังสรรค์ของคลื่นยักษ์สึนามิในอดีตจนเป็นประติมากรรมทางธรรมชาติอันงดงาม

มาถึงสถานี Kii-Katsuura ใช้รถบัสสาย Kumano ไปลงที่ Daimonzaka Chushajo-mae แล้วเดินต่อ 10 นาทีก็ถึง Kumano Nachi Taisha หนึ่งในสามของศาลเจ้าของเมือง Kumano จังหวัด Wakayama ที่อยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำพุร้อน ศาลเจ้าที่เป็นมรดกโลกแห่งนี้มีการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาชินโตเข้าด้วยกัน

เดินต่อไปนิดหน่อยก็เป็นวัด Nishi San Seigantoji ซึ่งสร้างขึ้นครั้งแรกราวศตวรรษที่ 3 โดยมีเจดีย์สีแดง 3 ชั้นชื่อว่า Sanjunito Pagoda ที่เบื้องหลังเป็นวิวน้ำตก Nachi ความสูง 133 เมตรอันสวยงามโดดเด่นเป็นไฮไลต์

วิวน้ำตก Nachi เมื่อมองจากด้านล่าง น้ำตกนี้ได้ชื่อว่ามีความสูงที่สุดในญี่ปุ่น รอบบริเวณเป็นเขตศาลเจ้าอันเงียบสงบท่ามกลางขุนเขาและป่าไม้

คืนนี้พักที่ Kawayu Onsen Midoriya โรงแรมบรรยากาศญี่ปุ่นดั้งเดิมริมแม่น้ำที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติและบ่อน้ำแร่มากมาย ออนเซ็นกลางแจ้งในสภาพอากาศติดลบตอนกลางคืนพร้อมชมวิวดูดาวคือดีมาก

การเดินทาง: รถบัสสาย Nara Kotsu จากสถานี Shingu

ช่วงเช้าวันต่อมา เดินทางไปที่ Kumano Hongū Taisha หนึ่งในศาลเจ้ามรดกโลกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในญี่ปุ่นซึ่งเป็นเหมือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าและเป็นเส้นทางแสวงบุญยอดนิยมในเขตเทือกเขา Kii ด้านในมีบันไดหิน 158 ขั้นทอดยาวตลอดทางขึ้นไปที่ยอดเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าหลัก โดยตลอดสองข้างทางมีประตูเทพเจ้าและหอโชว์วัตถุต่างๆ

การเดินทาง: รถบัสจากสถานี Shingu ไปลงที่ Hongu Taisha-mae

วิวระหว่างทางเส้นนี้สวยตลอดเลย ธรรมชาติสมบูรณ์มากๆ

จากนั้นไปต่อที่ Kumano Hayatama Taisha ศาลเจ้ามรดกโลกที่เป็นหนึ่งในศาลเจ้าสำคัญในตำนานของญี่ปุ่นเพราะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแสวงบุญ Kumano Kodo หรือเส้นทางแห่งชีวิตที่ผู้แสวงบุญในอดีตมักเดินทางบนเส้นทางนี้เพื่อไถ่บาปและความหลุดพ้น ศาลเจ้าที่เป็นสัญลักษณ์ของเทพแห่งหินและทะเลนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่แห่งการฟื้นคืนชีพ

การเดินทาง: รถบัสจากสถานี Shingu แล้วเดินต่อเล็กน้อย

อาหารขึ้นชื่อของเมืองแถบนี้คือเนื้อวัวที่นิยมนำมาย่างแบบ yakiniku แบบนี้ ฟินมาก พูดเลย!

จาก Shingu นั่งรถไฟต่อไปที่เมือง Kumano เริ่มต้นเที่ยวที่ Onigajo Castle ผาหินมรดกโลกแห่งจังหวัด Mie ที่มีอีกชื่อว่า Demon castle มีลักษณะเป็นโครงสร้างถ้ำรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดที่เกิดจากการกัดเซาะของลมทะเลและแผ่นดินไหวขนาดใหญ่หลายครั้งตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ โดยมีตำนานเล่าว่าเป็นสถานที่อยู่อาศัยของโจรสลัดเมื่อกว่าพันปีก่อนซึ่งแลดูโหดร้ายน่ากลัวเหมือนยักษ์

การเดินทาง: สะดวกสุดคือเช่าจักรยานขี่เองเพราะระยะทางแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไม่ไกลกันมากและรอบรถเมล์ค่อนข้างห่างกัน

ชายหาดของเมือง Kumano มีชื่อว่า Shichiri Mihama Beach นั้นมีความยาวถึง 20 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก ความพิเศษอยู่หินสีขาวที่พบเห็นได้ทั่วไปซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์และนิยมนำไปปูในศาลเจ้า

แนวชายฝั่งของเมือง Kumano มีเอกลักษณ์มากๆ อีกตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Shishiiwa ผาหินรูปร่างหน้าตาคล้ายใบหน้าของสิงโตที่เกิดจากการกัดเซาะของลมทะเลและเหตุแผ่นดินไหว Lion Rock แห่งนี้มีความสูง 25 เมตร ตั้งอยู่ริมทะเลบริเวณชายหาด Shichiri Mihama โดยมีประวัติผูกโยงกับตำนานความเชื่อของชาวญี่ปุ่นมาช้านาน

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดในเมือง Kumano ก็คือ Hana-no-Iwaya-jinja Shrine ศาลเจ้ามรดกโลกที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ Izanami-no-mikoto มารดาของเทพเจ้าญี่ปุ่น และ Kagu-tsuchi no-mikoto เทพเจ้าแห่งไฟที่เป็นบุตรของนาง ศาลเจ้านี้ได้ชื่อว่าเก่าแก่อันดับต้นของญี่ปุ่นโดยชาวญี่ปุ่นจากทั่วประเทศนิยมเดินทางมาเยี่ยมชม

ค่ำคืนนี้เดินทางไปพักที่ Kihoku Hotel Tokinoza ในเขตเมือง Kihoku ที่ตั้งอยู่ริมทะเล รีสอร์ทนี้มีชื่อเสียงจากอาหารที่จัดเต็มทั้งมื้อเช้าและเย็น ถ้ามาแล้วต้องสั่งเมนูหอยเป๋าฮื้อในซอสสาหร่ายที่อร่อยสุดๆ ภายในบริเวณกว้างขวางมีกิจกรรมให้เลือกทำและพักผ่อนมากมาย แน่นอนว่าออนเซ็นกลางแจ้งชมวิวทะเลคือสิ่งที่ห้ามพลาด

การเดินทาง: ให้รถโรงแรมมารับที่สถานี Kii-Nagashima

นั่งชมวิวเพลินๆ บนรถไฟสาย Nanki Express มุ่งหน้าสู่เมือง Ise

มาถึงสถานี Ise ขึ้นรถเมล์สาย 55 ที่แพลทฟอร์มเบอร์ 10 หน้าสถานีรถไฟไปยัง Oharai-machi ถนนสายเก่าแก่ระยะทางยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ตลอดสองข้างทางเรียงรายไปด้วยอาคารสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมสมัยเอโดะ-เมจิที่ปัจจุบันเป็นทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และที่อยู่อาศัย โดยของกินขึ้นชื่อที่ห้ามพลาดคือ akafuku โมจิหวานที่ทำจากข้าวกับถั่วแดงบด รวมทั้งรูปปั้นแมวกวักในอิริยาบทแปลกๆ ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในบริเวณ

เส้นอุด้งอิเสะที่มีลักษณะหนาแต่นุ่มกว่าเส้นอุด้งทั่วไป อีกอาหารที่ห้ามพลาดเมื่อมาเมือง Ise รสชาติเข้มข้นโดนใจจริงๆ

เชื่อว่าเหตุผลที่ทุกคนมาถึงเมือง Ise คือต้องการมาที่ Ise Jingu Shrine ศาลเจ้าชินโตเก่าแก่อายุกว่า 2,000ปี ซึ่งนับเป็นศาลเจ้าแห่งแรกของญี่ปุ่น รวมทั้งมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย โดยชาวญี่ปุ่นนิยมมาสักการะบูชาเทพเจ้า Amaterasu หรือเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ที่เชื่อกันว่าราชวงศ์ญี่ปุ่นสืบเชื้อสายมาโดยตรง ถึงขนาดที่ชาวญี่ปุ่นเอ่ยว่า “ต้องมาสักการะให้ได้สักครั้งในชีวิต” การสักการะไม่ต้องขอพร โดยให้ทำความเคารพด้วยการโยนเหรียญ โค้ง 2 ครั้ง ปรบมือ 2 ที และโค้งอีก 1 ครั้ง

ทางเดินขึ้นไปยังศาลเจ้า Ise Jingu สามารถถ่ายรูปได้แค่บริเวณก่อนถึงบันไดนี้เท่านั้น

มาถึงจังหวัด Mie ทั้งทีถ้าไม่มาเปิดประสบการณ์ทานอาหารทะเลในกระท่อมอะมะอันเลื่องชื่อคงเหมือนมาถึง ดังนั้นวันรุ่งขึ้น เราเลยมุ่งหน้าไปยังกระท่อมอะมะ

AMA Hut “Hachiman” คือประสบการณ์ทานอาหารสุดพิเศษในกระท่อมริมทะเล โดยนักดําน้ำหญิงที่เรียกว่า อามะโกยะ ซึ่งดําน้ำโดยไม่ใช้แท๊งค์ ใช้แค่สน๊อคเกอริ่ง ตีนกบและเว๊ทสูท จะดําลงสู่ใต้ท้องทะเลนําอาหารมาให้รับประทานด้วยการปิ้งย่างแบบสดๆ ไม่ว่าจะเป็น กุ้งอิเสะ หอยเป๋าฮื้อ และหอยชนิดต่างๆ อีกมากมาย อาหารว่าเยี่ยมแล้ว การต้องรับและความน่ารักของอะมะนี่ยิ่งกว่า ประทับใจมากๆ

ราคาแบบ Standard Set ที่ประกอบด้วย หอยลาย หอยเชลล์ หอยตาวัว และปลาดิบ 3,780 เยนต่อคน (ถ้ามาตั้งแต่ 4 คนเป็นต้นไป) หรือ 5,400 เยนต่อคน (ถ้ามาน้อยกว่า 4 คน) แบ่งเป็นวันละ 3 รอบ รอบละ 1 ชั่วโมง 15 นาที  ได้แก่ 12.00, 13.30 และ 15.00 ถ้าเป็น set อื่นๆ ที่มีกุ้งอิเสะหรือหอยเป๋าฮื้อราคาก็จะแพงขึ้นอีก โดยต้องจองมาก่อนเท่านั้น ดูรายละเอียดได้ที่ http://amakoya.com/english%20page.htm

การเดินทาง: ใช้ free shuttle bus จากสถานีรถไฟ Toba โดยต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ ใช้เวลาเดินทางราว 30 นาที

กุ้งอิเสะที่อะมะย่างเสร็จใหม่ๆ และปลอกเปลือกให้เราทานกันแบบสบายๆ คือดีงามมาก

อะมะซังร่ายรำการแสดงให้ชมไปด้วยระหว่างรับประทานอาหาร

วิวระหว่างทางกลับมาที่สถานี Toba

จากสถานี Toba เดินไปที่ Mikimoto Pearl Island ฟาร์มเลี้ยงหอยมุกที่ค้นพบตั้งแต่ปี 1893 โดย Mikimoto Kōkichi ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตไข่มุกเจ้าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก บนเกาะมีทั้งส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติความเป็นมา วิธีการเลี้ยงหอยมุก และขั้นตอนการทำไข่มุก

การแสดงโชว์วิธีการดำน้ำงมหอยมุกแบบดั้งเดิมที่ใส่แค่หน้ากากดำน้ำเท่านั้น ถือเป็นความสามารถที่สืบทอดกันมากว่า 100 ปี

ใกล้กันเป็น Toba Aquarium พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและอันดับ 2 ของโลกที่รวบรวมสัตว์น่าสนใจจากทั่วทุกมุมโลกไว้กว่า 1,200 ชนิด โดยด้านในแบ่งโซนไว้อย่างชัดเจนเป็น 12 โซนซึ่งมีการแสดงโชว์ที่เป็นไฮไลท์ในแต่ละวัน เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9.00-17.00 น. ค่าเข้าผู้ใหญ่ 2,500 เยน นักเรียนประถมและมัธยม 1,250 เยน และเด็ก 3 ขวบขึ้นไป 630 เยน

แวะซื้อโมทาโร่เบนโตะขึ้นชื่อที่เมือง Matsusaka มาทานบนรถไฟ ข้าวกล่องนี้เป็นเมนูข้าวหน้าเนื้อจากเนื้อสุกิยากิของวัวคุโระโอะ (วัวดำญี่ปุ่น) แห่ง Matsusaka นอกจากรสชาติของเนื้อระดับโลกแล้ว แพคเกจรูปหน้าวัวดำที่พอเปิดกล่องมาจะมีเสียงเพลงก็เป็นอีกอย่างที่มีความญี่ปุ่นมากๆ สามารถซื้อได้ที่ร้าน Aratake ในเมืองและสถานีรถไฟ Matsusaka

ได้เวลาเดินทางกลับไปยังเมือง Nagoya เพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังสนามบิน Chubu Centrair บรรยากาศในรถไฟมันก็จะเหงาๆ หน่อย แสงช่วงก่อนอาทิตย์ลับขอบฟ้างามมากๆ

ก่อนไปสนามบิน ขอแวบเข้าไปเดินเล่นในเมือง Nagoya สัมผัสบรรยากาศเมืองใหญ่ญี่ปุ่นให้หายคิดถึง พร้อมเดินเล่นช้อปปิ้งอย่างเมามันเป็นการปิดทริปที่สมบูรณ์แบบ 😀

Comments

comments