Mudhdhoo Island เกาะสวรรค์แห่ง Maldives ที่งดงามจนนึกว่าฝันไป

พูดถึงจุดหมายที่มีชื่อเสียงเรื่องการเป็น honeymoon destination ชื่อของประเทศกลุ่มเกาะกลางมหาสมุทรอินเดียอย่าง Maldives ต้องติดโผเข้ามาอยู่อันดับแรกๆ แน่นอนเพราะภาพของมัลดีฟส์ที่คนนึกถึงต้องเป็นทะเลสีสวยน้ำใส ความหรูหราของรีสอร์ทกลางน้ำ บรรยากาศแบบเกาะเขตร้อนชื้นที่เหมาะกับการพักผ่อนและฮันนีมูน รวมถึงโลกใต้ทะเลอันงดงาม

แม้ส่วนตัวจะยังไม่ได้ใกล้เคียงกับการไปฮันนีมูน ฮ่าๆๆ แต่เมื่อโอกาสมาถึง เราก็ไม่พลาดที่จะไปสัมผัสมัลดีฟส์ให้ประจักษ์กับสายตาตัวเองว่ามัน “ฟิน” สมคำร่ำลือขนาดไหน โดยในครั้งนี้เราได้ไปเยือนหนึ่งในโรงแรมระดับ 5 ดาวที่ติดอันดับท็อปของมัลดีฟส์มาตลอดอย่าง “Dusit Thani Maldives”

ทริปนี้เราเดินทางโดย Bangkok Airways สายการบิน Boutique สัญชาติไทยที่มีไฟลท์บินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยัง Velana International Airport หรือ Malé Airport สนามบินหลักของมัลดีฟส์เป็นประจำทุกวัน แน่นอนว่านอกจากข้อดีเรื่องบินตรงทุกวันแล้ว เวลาเครื่องออกยังดีมากอีกด้วยเพราะออกจากเมืองไทย 09.30 น. ไม่เช้าและไม่สายจนเกินไป และไปถึงมัลดีฟส์ช่วงเที่ยงตามเวลาท้องถิ่นทำให้มีเวลาเข้าพักผ่อนที่รีสอร์ทได้เกือบเต็มวันเลย นอกจากนี้ยังเข้าใช้เลาจน์ก่อนออกเดินทางได้อีกด้วย

Blue Ribbon Lounge สำหรับผู้โดยสารชั้น Business Class

นั่งๆ กินๆ ดื่มๆ หลับๆ บนเครื่องเพลินๆ ประมาณ 4 ชั่วโมงนิดหน่อยก็เดินทางมาถึง Velana International Airport (Malé Airport) เวลาที่กรุง Malé เมืองหลวงของมัลดีฟส์นั้นช้ากว่าไทย 2 ชั่วโมง เวลาท้องถิ่นเมื่อมาถึงจึงเป็นประมาณเที่ยงตรง

อย่างที่รู้กันดีว่านักท่องเที่ยวส่วนมากที่มา Malé Airport ก็เพื่อเดินทางต่อไปยังบรรดาโรงแรมรีสอร์ทต่างๆ ที่กระจัดกระจายไปตามเกาะน้อยใหญ่ทั่วประเทศ

วิธีการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดคือการใช้บริการ Seaplane ซึ่งมีให้เลือก 2 สายการบิน ได้แก่ Trans Maldivian Airways กับ Maldivian Air Taxi เราใช้บริการของ Trans Maldivian Airways แนะนำให้สอบถามทางโรงแรมให้ดำเนินการจองให้ ราคาขึ้นอยู่กับระยะทาง โดยไปกลับระหว่าง Malé Airport กับ Dusit Thani Maldives ราคาสำหรับผู้ใหญ่อายุ 12 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 530 ดอลลาร์สหรัฐฯ

แต่ถ้าอยากประหยัดหน่อยก็สามารถเลือกใช้ไฟลท์บินภายในประเทศได้เช่นกัน โดยมีให้เลือก 2 สายการบินเช่นกัน ได้แก่ Maldivian กับ Flyme ถ้าเดินทางไปที่ Dusit Thani Maldives จะต้องบินไปลงที่สนามบิน  Dharavandhoo แล้วต่อ speed boat ไปที่โรงแรมอีก 10 นาที ราคารวมทั้งหมดสำหรับผู้ใหญ่อายุ 12 ปีขึ้นไป 395 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่อาจไม่ค่อยสะดวกและใช้เวลามากกว่า

นี่เป็นการขึ้น Seaplane ครั้งแรกในชีวิตเลยครับ มันก็จะตื่นเต้นหน่อยๆ หลังเช็คอิน ชั่งน้ำหนักกระเป๋า (กระเป๋าที่โหลดห้ามเกิน 20 กิโลกรัม ส่วนกระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ 1 ชิ้น น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม) และนั่งรถมินิบัสไปที่ Seaplane Terminal ก็ได้เวลาเหินฟ้ากันแล้ว ต้องบอกว่าวิวกลุ่มเกาะ (Atoll) กลางมหาสมุทรอินเดียจากมุมสูงนั้นสวยงามเกินบรรยายจริงๆ สีน้ำทะเลที่ตัดกันตามระดับความลึกดูมหัศจรรย์สุดๆ ดูเพลินเลยครับ รู้สึกว่า 30 นาทีนั้นผ่านไปเร็วมาก

ทริปนี้เราพกเจ้า anello กระเป๋าแบรนด์ญี่ปุ่นที่กำลังมาแรงมากๆ ในเมืองไทยไปด้วยเพราะนอกจากจะทนทานและใส่ของได้มากแล้ว เรื่องดีไซน์ความสวยงามยังคูลไม่แพ้ใครด้วย การออกแบบเป็นจุดเด่นของแบรนด์นี้จริงๆ ส่วนอีกใบเล็กหน่อยแต่เป็นแบบกันน้ำที่เหมาะกับการใส่ข้าวของเตรียมไปดำน้ำแบบไม่ต้องกังวล การเลือกกระเป๋าให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละทริปนั้นสำคัญมากๆ เลยครับ

เกือบบ่ายสองเราก็เดินทางมาถึง Dusit Thani Maldives โรงแรมระดับ 5 ดาวที่ตั้งอยู่บนเกาะ Mudhdhoo ส่วนหนึ่งของหมู่เกาะปะการัง Baa Atoll ซึ่งเป็นหมู่เกาะแรกและแห่งเดียวของมัลดีฟส์ที่ได้รับการคุ้มครองพื้นที่ระบบนิเวศบนบกและชายฝั่งทะเลโดยองค์การยูเนสโก

แค่มาถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในบรรยากาศแบบไทยๆ ที่คุ้นเคยจากคณะผู้บริหารและพนักงานพร้อม welcome drink เย็นชื่นใจตามสูตร เช็คอินเรียบร้อย พนักงานที่เป็น butler ประจำห้องขับรถกอล์ฟพาเราไปยังห้องพักที่มีหลายประเภทแบ่งตามที่ตั้งและสเป็คของห้องโดยมีทั้งหมด 94 ห้อง

เราพักห้องแบบ Beach Villa ซึ่งอยู่ติดชายหาด เปิดประตูห้องด้านหลังออกไปก็เป็นชายหาดส่วนตัวที่ทรายขาวเนียนละเอียดสุดๆ และน้ำทะเลสีเทอร์คอยส์ใสแจ๋วแล้ว

ภายในห้องขนาด 122 ตารางเมตรออกแบบตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมท้องถิ่นของมัลดีฟส์อย่างลงตัว แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่ห้องนอนที่มีเตียงนอน โซฟา โทรทัศน์จอ LED 46 นิ้ว โต๊ะเก้าอี้ทำงาน ตู้เก็บของ ตู้เสื้อผ้า เคาน์เตอร์บาร์ที่มีเครื่องชงชากาแฟ น้ำดื่ม และของว่างให้พร้อม (ทานได้ฟรีทั้งหมดเว้นแต่พวกขนมเครื่องดื่มที่อยู่ในตู้ด้านล่าง)

ส่วนห้องน้ำที่เป็นแบบ outdoor แต่มีหลังคาและกำแพงปิดสนิท ออกแบบให้ดูโปร่งและเป็นส่วนหนึ่งกลมกลืนกับธรรมชาติรอบบริเวณ ส่วนตัวรู้สึกชอบมากเพราะรู้สึกไม่อึดอัด และชอบห้องพักที่แบ่งสัดส่วนการใช้งานอย่างชัดเจนอยู่แล้ว

ในส่วนราคาห้องพักแบบ Beach Villa ตามปกติอยู่ที่คืนละ 580 ดอลลาร์สหรัฐฯ รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน

แต่ถ้าใครมามัลดีฟส์ทั้งทีแล้วอยากจัดหนักนอนกลางน้ำก็สามารถเลือกห้องแบบ Water Villa หรือ Ocean Villa ได้ตามสบาย แน่นอนว่าราคาย่อมแพงกว่าห้องแบบ Beach Villa ถ้าทุ่มทุนและกระเป๋าหนักพอก็จัดไปครับ ราคาห้องพักแบบ Water Villa อยู่ที่ 780 ดอลลาร์ต่อคืน และแบบ Ocean Villa อยู่ที่คืนละ 980 ดอลลาร์ ทั้งหมดรวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน

ห้องพักแบบ Ocean Villa ที่มีสะพานไม้เชื่อมเข้าไปกลางทะเล

พอดีช่วงนี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 มีโปรโมชั่นซื้อ 1 คืน แถม 1 คืนอยู่ สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต The Wisdom และ The Premier ของธนาคารกสิกรไทย บัตรเครดิตของธนาคารกรุงศรีฯ และผู้ใช้เครือข่าย AIS โดยต้องซื้อผ่านทางดุสิตโดยตรงนะครับ ถ้าสนใจลองสอบถามเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ 0 2636 3333

ตัวอย่างบรรยากาศห้องพักแบบ Water Villa ที่เราโชคดีได้เข้าไปสัมผัสความฟินกันมาแม้จะแค่แป๊บเดียวก็ตาม เลิศหรูอลังการน่ากระโดดน้ำเล่นสุดๆ

การเดินทางภายในเกาะสามารถปั่นจักรยานที่มีประจำห้องละ 2 คันได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ หรือถ้าไม่อยากใช้กำลังก็สามารถเรียก butler ให้ขับรถกอล์ฟพาไปยังที่ต่างๆ ได้ตลอดเวลา เรื่องงานบริการของที่นี่สุดยอดอยู่แล้ว พนักงานทุกคนยิ้มแย้มและพร้อมให้บริการทุกอย่างของจริง

มาต่อกันที่เรื่องอาหารการกินซึ่งถือเป็นอีกจุดขายของโรงแรมในเครือดุสิตธานีอยู่แล้ว ที่ Dusit Thani Maldives มีร้านอาหารและบาร์ทั้งหมดหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น

The Market บริการอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ที่มีไลน์อาหารจัดเต็มทั้งไทย ฝรั่ง จีน และตะวันออกกลาง และอาหารเย็นที่มีทั้งบุฟเฟ่ต์ตามธีมและ a la carte

Benjarong ร้านอาหารไทยที่ต้องบอกว่ามีรสชาติอาหารจัดจ้านตามสไตล์ไทยแท้ๆ ตามมาตรฐานของดุสิตธานี ร้านนี้บรรยากาศดีมากโดยเฉพาะวิวตอนช่วงพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า

Sala Bar ร้านอาหารที่เน้นเครื่องดื่มค็อกเทลและของทานเล่นบริเวณชั้น 2 ของร้าน Benjarong ที่เปิดช่วงเย็นสำหรับชมวิวพระอาทิตย์ตกสุดโรแมนติก

Sea Grill ร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์เวสเทิร์นบริเวณ infinity pool ที่นอกจากรสชาติอาหารจะโดนใจแล้ว วิวสระว่ายน้ำที่ขนานไปกับท้องทะเลยังงดงามแบบไม่ต้องบรรยายอะไรให้มากมาย

Sand Bar บาร์บริเวณสระว่ายน้ำที่เหมาะกับการนั่งชิวๆ ดื่มค็อกเทลพร้อมกับแกล้มชมวิวสบายๆ

มาพักผ่อนแนวหรูหราแบบนี้ไม่ต้องกลัวเบื่อเพราะมีกิจกรรมให้เลือกทำตามความสนใจมากมาย

เริ่มจากไฮไลต์อย่าง Devarana Spa หรือเทวารัณย์สปา สถานที่นวดสปาบรรยกาศธรรมชาติที่ช่วยให้ผ่อนคลายถึงขีดสุดตามมาตรฐานเดียวกับเมืองไทย อันนี้ต้องเสียเงินต่างหาก ราคาทำสปาแบบ 90 นาทีเริ่มต้นที่ 180 ดอลลาร์ แต่พวกห้องซาวน่า สตรีม สระน้ำเย็นที่ช่วยลดอาการผิวไหม้ และสระน้ำแร่ สามารถใช้ได้ฟรีทั้งหมด

ถ้าเป็นแนวสุขภาพสายออกกำลังกาย แน่นอนว่าสระว่ายน้ำแบบ infinity pool ต้องมีอยู่แล้ว ความพิเศษของสระนี้คือมีขนาดใหญ่ถึง 750 ตารางเมตรซึ่งจัดว่าใหญ่ที่สุดในมัลดีฟส์

ตามต่อด้วยห้องฟิตเนส สนามเทนนิส และศาลาโยคะที่มีอุปกรณ์ให้พร้อมใช้ได้แบบฟรีๆ เช่นกัน

มามัลดีฟส์ทั้งทีหากไม่ออกทะเลไปดำน้ำ snorkeling คงเหมือนมาไม่ถึง โดยเฉพาะที่เกาะแห่งนี้ซึ่งรอบบริเวณเป็นแนวปะการังอันสมบูรณ์เพราะอยู่ใกล้กับเขตสงวนชีวมณฑลขององค์การยูเนสโก เราเลยไม่พลาดท่องโลกใต้น้ำชมฝูงปลาและแนวปะการังให้จุใจ โดยสามารถเช่าอุปกรณ์ต่างๆ ได้ที่ Diving Center ทั้งหมด

ถ้าเป็นมือใหม่สามารถซื้อ Snorkeling Course ที่มีครูฝึกสอนให้พร้อมในราคา 75 ดอลลาร์ (1 ชั่วโมง) แต่ถ้าเคย snorkeling มาก่อนแล้วก็สามารถยืมหน้ากาก ตีนกบ และเสื้อชูชีพ แล้วเข้าร่วมกับรอบเรือที่ทางโรงแรมกำหนดในแต่ละวันได้เลย หรือจะดำน้ำชมปะการังที่อยู่รอบๆ เกาะเองก็ได้ ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม บอกเลยว่าต้องลองและห้ามพลาดเพราะแนวปะการังและทรัพยากรทางทะเลบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์จริงๆ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทางน้ำให้ได้ทดลองอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น พายเรือคายัก เจ็ทสกี เล่นเซิร์ฟ สกีน้ำ แล่นเรือใบ ดำน้ำลึก รวมทั้งเครื่องเล่นทางน้ำสุดตื่นเต้นท้าทายอีกมากมายซึ่งราคาค่าเช่าและบริการก็แตกต่างกันไป  ถ้าอยากซื้อคอร์สออกเรืออื่นๆ เช่น ไปดำน้ำดูเต่าทะเล ไปดูฝูงโลมา หรือไปดูปลากระเบน ก็สามารถซื้อเพิ่มเติมได้เช่นกัน โดยราคาแตกต่างกัน เริ่มต้นที่ 75 ดอลลาร์สำหรับไปดูเต่าทะเลและโลมา

ต้องยอมรับว่าเวลา 4 วัน 3 คืนบนเกาะสวรรค์แห่งนี้นับเป็นช่วงเวลาอันน่าจดจำไม่มีวันลืม ความกลมกลืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมคือคุณค่าที่ควรยึดเอาเป็นแบบอย่าง รวมทั้งมาตรฐานงานบริการระดับโลกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นไทยก็เป็นเหมือนเสน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกยอมควักกระเป๋าเดินทางมาเพื่อพักผ่อนและสัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษในชีวิต

Special Thanks: Dusit Thani Maldives และ Bangkok Airways

Comments

comments