แหล่งท่องเที่ยวสุดเจ๋งแห่งดินแดนทวีปแอฟริกา part 1

ขึ้นชื่อว่า “ทวีปแอฟริกา” แล้วคงไม่ได้เป็นจุดหมายด้านการท่องเที่ยวหลักสำหรับคนทั่วไปเท่าไหร่ อาจเพราะความเจริญที่ยังเข้ามาถึงไม่มากเท่าที่ควร ความยากลำบากในการเดินทางทั้งก่อนเข้าประเทศและระหว่างเดินทาง สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่ค่อนข้างโหดร้ายรุนแรง รวมไปถึงความน่ากังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย

แต่อย่างที่รู้กันว่าทวีปนี้มีขนาดใหญ่โตมาก กินพื้นที่ทั้งซีกโลกเหนือและใต้ มีสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายซึ่งยังคงความสมบูรณ์ของธรรมชาติไว้เต็มเปี่ยม ทำให้ย่อมต้องมีแหล่งท่องเที่ยวเจ๋งๆ ซ่อนตัวอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งในที่นี้มีทั้งที่เริ่มมีชื่อเสียงและยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก รวมทั้งที่เป็นเขตเมืองและที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

Bo-Kaap, South Africa

ชุมชนชาวมลายูที่อพยพมาอยู่ที่ Cape Town เมืองใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ South Africa ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ย่านที่ในอดีตรู้จักกันในนาม Malay Quarter แห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ลาดชันของเนินเขา Signal ซึ่งอยู่เหนือเขตเมืองเก่าขึ้นไป บริเวณดังกล่าวขึ้นชื่อเรื่องความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของชาวมาเลย์ที่ตั้งรกรากมาช้านาน
ไม่ว่าจะเป็นมัสยิด Nurul ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1844 หรือจะเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของชุมชนชาวมลายูซึ่งรวบรวมเรื่องราวตั้งแต่ปี 1760 นอกจากนี้ยังโดดเด่นจากบ้านเรือนสีฉูดฉาดตามถนนหินซอกเล็กซอกน้อยซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของย่านนี้

Pico Cão Grande, São Tomé and Príncipe

Pico Cão Grande หรือ Great Dog Peak ยอดเขาหน้าตาแปลกประหลาดแห่งอุทยานแห่งชาติ Obo ทางตอนใต้ของเกาะ São Tomé เกาะหลักของ São Tomé and Príncipe ประเทศเกาะอดีตเมืองขึ้นของโปรตุเกสในทวีปแอฟริกา ซึ่งอยู่ในบริเวณอ่าว Guinea โดยห่างจากชายฝั่งประเทศ Gabon ไป 250 กิโลเมตร ภูเขาไฟที่มีรูปร่างเฉพาะตัวและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศนี้มีความสูงจากบริเวณโดยรอบที่เป็นป่าชื้นแถบศูนย์สูตร 300 เมตร และสูงจากระดับน้ำทะเลทั้งหมดถึง 663 เมตร นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างนิยมเดินป่าในอุทยานแห่งชาตินี้เพื่อชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอันสมบูรณ์

Chefchaouen, Morocco

เมืองในหุบเขา Rif ในจังหวัดชื่อเดียวกันทางตอนบนของประเทศ Morocco ไม่ไกลจากช่องแคบ Gibraltar และเมือง Tangier เมืองที่มีสมญานามว่า “สวรรค์แห่งขุนเขา” แห่งนี้เลื่องชื่อจากการเป็นเมืองสีฟ้าเพราะเมื่อมองไปทางใดภายในเมืองก็จะเห็นเป็นสีฟ้าทั้งหมดแม้ว่าภายนอกจะใช้โทนสีขาวเป็นหลักก็ตาม เมืองดังกล่าวนับว่ามีอายุค่อนข้างมากโดยค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1471 ในลักษณะเป็นป้อมปราการเล็กๆ ซึ่งยังคงหลงเหลือมาจวบจนปัจจุบัน คาดกันว่าสร้างขึ้นโดย Moulay Ali Ben Moussa Ben Rached El Alami ผู้นำชาวมัวร์ที่ถูกเนรเทศมาจากสเปน เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นป้องกันการบุกรุกจากกองทัพโปรตุเกส เมืองดังกล่าวเคยตกอยู่ภายใต้การครอบครองของสเปนในช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 20 และได้รับอิสรภาพเมื่อปี 1956 ที่ผ่านมา

Maletsunyane Falls, Lesotho

น้ำตกที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Semonkong ไม่ไกลจากกรุง Maseru ทางตอนกลางของ Lesotho ประเทศเล็กๆ ที่โอบล้อมทุกทิศทางด้วยประเทศแอฟริกาใต้ น้ำตกที่ได้สมญานามว่า “The Place of Smoke” แห่งนี้เป็นน้ำตกที่มีความสูงที่สุดในแอฟริกาตอนใต้ โดยสูงถึง 196 เมตร เกิดจากแม่น้ำ Maletsunyane ที่ไหลผ่านเมือง Semonkong ทางด้านบนแล้วตกลงมาตามหน้าผาหินบะซอลต์ในลักษณะน้ำตกเดี่ยว บริเวณดังกล่าวยังสามารถพบเห็นดอกไม้ชื่อ Aloe Polyphylla พืชตระกูลว่านหางจระเข้ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของเลโซโธได้มากมายอีกด้วย

Bete Giyorgis, Ethiopia

Bete Giyorgis หรือ Church of St. George แห่งเมือง Lalibela ในแคว้น Amhara ทางเหนือของประเทศ Ethiopia โบสถ์ที่สร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์ Gebre Mesqel Lalibela แห่ง Zagwe dynasty ที่ยึดมั่นในศาสนาคริสต์เมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 13 แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 8 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกและเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกเนื่องจากสร้างโดยการขุดหินลงไปด้านล่างเพื่อแกะสลักหินทั้งหมดให้ขึ้นเป็นรูปร่างโบสถ์กว้างยาวด้านละ 25 เมตร และสูง 30 เมตรอย่างที่เห็น โดยภายในยังมีการแกะสลักรายละเอียดต่างๆ ได้ละเมียดละไมอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกวันนี้ยังมีผู้แสวงบุญจากทั่วโลกเดินทางมายังเมืองนี้เพื่อจารึกบุญใน 11 โบสถ์ที่อยู่บริเวณเดียวกัน รวมถึงโบสถ์แห่งนี้ด้วย

Basilique Notre-Dame de la Paix de Yamoussoukro, Côte d’Ivoire

Basilique Notre-Dame de la Paix de Yamoussoukro หรือ Basilica of our Lady of Peace มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งกรุง Yamoussoukro เมืองหลวงใหม่ของประเทศ Côte d’Ivoire หรือไอวอรี่ โคสต์ ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา มหาวิหารแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในปี 1985-1990 โดยใช้งบประมาณมากถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 30,000 ตารางเมตร ยอดโดมมีความสูง 158 เมตร ถือเป็นโบสถ์โรมันคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในวิหารสามารถจุคนได้ 18,000 ที่นั่ง ส่วนภายนอกจุได้ถึง 100,000 คน

Grande mosquée de Djenné, Mali

สิ่งก่อสร้างรูปทรงคล้ายป้อมปราการขนาดใหญ่กลางเมือง Djenné เมืองเล็กๆ ทางตอนกลางของประเทศ Mali ประเทศในทวีปแอฟริกาฝั่งตะวันตกแห่งนี้มีชื่อว่า “The Great Mosque of Djenné” หรือ Grande mosquée de Djenné มัสยิดที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 นี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างจากโคลนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของทวีปแอฟริกาและได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1988 นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสถาปัตยกรรมแบบ Sudano-Sahelian อีกด้วย

Victoria Falls, Zambia & Zimbabwe

น้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่มีชื่อว่า Mosi-oa-Tunya ในภาษาท้องถิ่น ตั้งอยู่ระหว่างเขตชายแดนประเทศ Zambia และ Zimbabwe เกิดจากแม่น้ำ Zambezi ที่ไหลมาบรรจบรอยแยกเป็นเหวลึก ทำให้เกิดม่านน้ำขนาดใหญ่ที่งดงามเกินบรรยาย การเดินทางมายังน้ำตกยักษ์แห่งนี้ส่วนมากจะมาพักที่เมือง Livingstone ในแซมเบียก่อน แล้วค่อยเดินทางต่อไปยังตัวน้ำตก แต่ก็มีบางส่วนที่ชอบความท้าทายด้วยการล่องแม่น้ำแซมเบซีซึ่งต้องผจญภัยกับจระเข้แม่น้ำมากมายนั่นเอง

Terres des Sept Couleurs, Mauritius

เนินทราย 7 สีสุดมหัศจรรย์ Seven Coloured Earth ซึ่งอยู่ที่หมู่บ้าน Chamarel ในเขตการปกครอง Black River ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ Mauritius ประเทศกลุ่มเกาะภูเขาไฟในมหาสมุทรอินเดียเขตทวีปแอฟริกา เนินทรายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการการทำปฏิกิริยากันระหว่างแร่เหล็กและอลูมิเนียมในชั้นหินทรายซึ่งเกิดจากการกร่อนของหินบะซอลต์แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ยอดนิยมของประเทศมอริเชียส โดยผู้คนจำนวนมากต่างแห่แหนกันมาเพื่อชมความงดงามของชั้นทราย 7 สี ได้แก่ แดง น้ำตาล ม่วงอ่อน ม่วงแก่ เขียว น้ำเงิน และเหลือง จนทำให้ทางการต้องจำกัดพื้นที่การเข้าชมโดยสร้างรั้วล้อมไว้เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินลงไปบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือถึงแม้กลุ่มเกาะนี้จะตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นซึ่งมีอัตราการชะล้างค่อนข้างมาก แต่หน้าดินบริเวณนี้ก็ไม่เคยได้รับความกระทบกระเทือนแต่อย่างใด

Sidi Bou Said, Tunisia

เมืองท่องเที่ยวชื่อดังริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางตอนเหนือของประเทศ Tunisia ห่างจากกรุง Tunis เมืองหลวงไปเพียง 20 กิโลเมตร เมืองที่เป็นบ้านเกิดของศิลปินชื่อดังชาวตูนิเซียหลายต่อหลายคนแห่งนี้มีชื่อเสียงจากบ้านเมืองสีขาวตัดกับสีฟ้าซึ่งเกิดจากฝีมือของ Rodolphe d’Erlanger ศิลปินชาวฝรั่งเศสที่หลงใหลในศิลปะอาระบิกในช่วงทศวรรษ 1920 ส่งผลทำให้ทั้งเมืองกลายเป็นสีดังกล่าวมาจนปัจจุบันและกลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองคล้ายคลึงกับเกาะซานโตรินีของกรีซที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้เดินทางมาเยือน

Ganvie, Benin

หมู่บ้านลอยน้ำกลางทะเลสาบ Nokoué ไม่ไกลจากเขตเมือง Cotonou เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ Benin (แต่เมืองหลวงคือกรุง Porto-Novo) ประเทศเล็กๆ ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา หมู่บ้านมรดกโลกซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านลอยน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีป โดยมีชาวบ้านอยู่อาศัยทั้งหมดกว่า 20,000 คน หมู่บ้านดังกล่าวเริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงปลายศตวรรษ 16 ต่อศตวรรษ 17 หลังจากชนเผ่า Dahomey ที่มีอิทธิพลเรื่องการค้าทาส ประกาศห้ามชนเผ่า Fon บุกรุกพื้นที่ทางน้ำ ทำให้บริเวณอ่าวในทะเลสาบเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปัจจุบันถึงแม้การท่องเที่ยวจะเป็นรายได้สำคัญ แต่วิถีชีวิตและอาชีพของชาวบ้านก็ยังวนเวียนอยู่กับการจับปลาและเพาะพันธุ์ปลาเพื่อการค้าขาย

Lac Rose, Senegal

ทะเลสาบสีชมพูสดนามว่า Lac Rose หรือ Lake Retba ทางตอนเหนือของคาบสมุทร Cap Vert จุดปลายสุดทางตะวันตกของทวีปแอฟริกาในประเทศ Senegal ทะเลสาบที่เคยเป็นจุดสิ้นสุดการแข่งขันแรลลี่ระดับโลกปารีส-ดาการ์แห่งนี้มีชื่อเสียงจากสีของน้ำซึ่งมักเปลี่ยนเป็นสีชมพูสดอย่างชัดเจนในช่วงหน้าแล้ง โดยเกิดจากการทำปฏิกิริยาของสาหร่าย Dunaliella Salina ซึ่งชอบอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เค็มจัด น้ำในทะเลสาบดังกล่าวมีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากทะเลสาบเดดซีจึงสามารถลงไปนอนลอยตัวได้โดยไม่จม ผู้ที่จะลงน้ำจำเป็นต้องทา Beurre de Karité หรือ Shea Butter สารสกัดจากต้น Karité ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว บริเวณนี้ยังเป็นแหล่งผลิตเกลือสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกอีกด้วย

Constantine, Algeria

เมืองหลวงของจังหวัดชื่อเดียวกับเมือง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ Algeria เมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนประมาณ 80 กิโลเมตร โดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่บนที่ราบของภูเขาความสูง 640 เมตรที่มีลักษณะคล้ายแคนยอนอันเกิดจากการกระทำของแม่น้ำ Rhumel ด้านล่าง ด้วยภูมิประเทศเช่นนี้ทำให้เมืองดังกล่าวได้รับการขนานนามให้เป็น “เมืองแห่งสะพาน” โดยรอบเมืองประกอบด้วยสะพานแขวนขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมเข้าสู่เขตเมืองทั้ง 4 ด้านซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้าทางฝั่งตะวันออกของประเทศแห่งนี้

Aït Benhaddou, Morocco

สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Mummy, Gladiator หรือ Alexander อย่าง Aït Benhaddou เมืองป้อมปราการโบราณที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Ounila บนเส้นทางระหว่างทะเลทราย Sahara กับเมือง Marrakech ในแคว้น Souss-Massa-Draâ ทางตอนกลางของประเทศ Morocco ถึงแม้เมืองที่มีชื่อเสียงจากบ้านหินทรายที่รวมตัวกันอยู่ในกำแพงที่เหมือนป้อมปราการบนเนินเขาซึ่งมีชื่อท้องถิ่นว่า Kasbahs นี้จะถูกได้รับผลกระทบจากพายุฝนที่พัดเข้ามาทุกปี แต่ด้วยโครงสร้างเมืองที่แข็งแรงจึงทำให้เป็นเมืองไม่กี่แห่งในโมร็อกโกบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำ Ounila ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ โดยในปี 1987 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เมืองดังกล่าวเป็นเขตมรดกโลกอย่างเป็นทางการ

Tiébélé, Burkina Faso

บ้านเรือนที่สร้างจากดินเหนียวผสมกับโคลน ฟาง และขี้วัว หน้าตาเฉพาะตัวแห่ง Tiébélé หมู่บ้านดินเล็กๆ ทางตอนใต้ของประเทศ Burkina Faso หนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพรมแดนประเทศ Ghana แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากบ้านเรือนศิลปะดั้งเดิมแบบ Gourounsi ของชนเผ่า Kassena หนึ่งในชนเผ่าเก่าแก่ที่สุดของประเทศ ซึ่งตั้งรกรากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ลักษณะเด่นของบ้านเรือนสไตล์นี้คือภาพวาดปูนเปียกด้านนอกลวดลายเรขาคณิตวงกลมอันปราณีต ผลงานของกลุ่มผู้หญิงในชนเผ่า โดยจะลงมือวาดก่อนช่วงหน้าฝนเพื่อป้องกันการพังทลายของผนังด้านนอกและทำให้ภายในบ้านมีอากาศเย็นกว่าปกติอีกด้วย

Comments

comments